MGC-ASIA เปิดเกมรุกตลาดโมบิลิตี้เต็มรูปแบบบนเวที “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ด้วยการยกทัพแบรนด์ในเครือเข้าร่วมจัดแสดงอย่างคึกคัก ตอกย้ำบทบาทผู้นำธุรกิจยานยนต์และไลฟ์สไตล์ครบวงจร ภายใต้ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูงและพลังงานทางเลือก โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ บูธ A7 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสยนตรกรรมระดับโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมข้อเสนอพิเศษที่กระตุ้นการตัดสินใจในช่วงเวลาที่ตลาดรถยนต์กำลังแข่งขันเข้มข้น
ภาพของบูธ MGC-ASIA ในปีนี้สะท้อนชัดถึงการผสมผสานระหว่าง “ลักชัวรี่–สมรรถนะ–เทคโนโลยีอนาคต” ตั้งแต่ Rolls-Royce ที่นำแนวคิด Bespoke และ The Atelier มาจำลองพื้นที่สร้างสรรค์ยนตรกรรมเฉพาะบุคคลเป็นครั้งแรกในงาน ไปจนถึง Ghost Extended ที่ถ่ายทอดความหรูหราในนิยาม Post Opulence อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ขณะที่ Aston Martin ยังคงตอกย้ำ DNA มอเตอร์สปอร์ต ผ่าน DBX707 AMR ที่เชื่อมโยงโลกของการแข่งขัน F1 เข้ากับยนตรกรรมระดับอัลตราลักชัวรี่
ในอีกมิติหนึ่ง Maserati สื่อสารความเป็น “ซูเปอร์สปอร์ตพันธุ์แท้” ผ่าน MC20 ที่พัฒนาโดยแบรนด์เองทั้งหมด พร้อมเทคโนโลยี Nettuno และระบบสันดาปแบบ Pre-chamber ที่ต่อยอดจากสนามแข่ง สะท้อนทิศทางของแบรนด์ยุโรปที่ยังคงยืนบนฐานสมรรถนะสูง ขณะเดียวกัน BMW Millennium Auto และ MINI Millennium Auto เลือกใช้กลยุทธ์ “ข้อเสนอจับต้องได้” ทั้งโปรแกรมผ่อนเริ่มต้นต่ำ แพ็กเกจดูแลระยะยาว และ Guaranteed Future Value เพื่อเร่งการปิดการขายในช่วงงาน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของตลาดยานยนต์ไทย
อีกด้านหนึ่งของงานปีนี้คือการรุกหนักของกลุ่ม EV และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่กลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน โดย XPENG นำเสนอ X9 และ G6 ที่มาพร้อมระบบชาร์จเร็วระดับ 800 โวลต์ และ AI Chip ประมวลผลขั้นสูง ขณะที่ ZEEKR ดันภาพลักษณ์ “Luxury EV” ผ่านรุ่น 009 Grand และแพลตฟอร์มไฟฟ้า 900 โวลต์ ซึ่งสะท้อนชัดว่าการแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา แต่ขยับไปสู่ “ประสบการณ์และเทคโนโลยี” อย่างเต็มตัว
ในขณะที่ Harley-Davidson, BMW Motorrad และ Jeep เติมเต็มพอร์ตด้วยไลฟ์สไตล์และความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า ตั้งแต่สายทัวริ่งไปจนถึงสายออฟโรด ทำให้บูธของ MGC-ASIA กลายเป็น “ecosystem” ของโมบิลิตี้ที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ไม่ใช่เพียงการขายรถยนต์ แต่รวมถึงประสบการณ์การใช้งาน การเดินทาง และตัวตนของผู้ขับขี่
ควบคู่กับการนำเสนอสินค้า MGC-ASIA ยังใช้เครื่องมือทางการตลาดอย่างเข้มข้นผ่านโปรแกรม MGC-MOBILIFE ที่มอบแพ็กเกจมูลค่า 10,000 บาท รวมถึงการจับมือกับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง CardX, ttb และ KTC เพื่อเพิ่มแรงจูงใจผ่านคะแนนสะสม เครดิตเงินคืน และของสมนาคุณ สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่ “ตัวรถ” แต่รวมถึง “ecosystem ทางการเงิน” ที่ช่วยลดภาระผู้บริโภค
ภาพรวมของการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการโชว์นวัตกรรม แต่เป็นการประกาศทิศทางของ MGC-ASIA ในการวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้เล่นสำคัญในยุค Mobility Transformation ที่ทั้งรถหรู รถสปอร์ต และรถไฟฟ้ากำลังหลอมรวมอยู่ในสนามเดียวกัน และผู้ชนะจะไม่ใช่แค่แบรนด์ที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจ “ประสบการณ์ลูกค้า” ได้ลึกที่สุด
![]()













