TOA Paint (Thailand) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกของไทย เดินหน้าพันธกิจด้านความยั่งยืน จับมือ Central Pattana หรือ CPN เปิดตัวโครงการ “Better Futures Project 2026 : อนาคตใกล้ฉัน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกผ่านพลังเยาวชนไทย ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs
ความร่วมมือครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก United Nations Development Programme สหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนสู่เยาวชนทั่วประเทศ
ภายในงานเปิดตัวโครงการ มีผู้บริหารจาก CPN ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Center of Life” หรือการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตและชุมชน โดยเน้นการสร้างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นางสาวสุนทรี อภิชิต ผู้อำนวยการสายงานโครงการ TOA เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่าง TOA และ CPN ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง
Sustainability Partnership อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมเยาวชนไทยให้มีความรู้และทักษะด้านความยั่งยืนในทุกมิติ
พร้อมกันนี้ TOA ยังนำเสนอ “SuperShield Organic Care” นวัตกรรมสีปลอดภัยสูง ไม่มีกลิ่น ใช้ส่วนผสมจากพืชทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียม และได้รับการรับรองมาตรฐาน BioPreferred จาก USDA สหรัฐอเมริกา เป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ช่วยลดการใช้สารเคมี ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับกิจกรรมในโครงการ Better Futures Project 2026 จะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงงานสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา การสร้างสรรค์คอนเทนต์ในรูปแบบ Clip Creator สำหรับนักเรียนมัธยมต้น ไปจนถึงการพัฒนา Scalable Solutions และแคมเปญสร้างผลกระทบจริงสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย อาชีวศึกษา และนักศึกษา
ทั้งนี้ โครงการจะดำเนินกิจกรรมในรูปแบบ Roadshow ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมรอบตัดสินระดับประเทศ โดย TOA และ CPN จะร่วมจัดกิจกรรมต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 เดือน เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน TOA เดินหน้าสู่การเป็น “Total Solution for Living” ควบคู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 ผ่านกลยุทธ์ “7 Green Mission” ซึ่งถูกนำมาปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร โดยบริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 ได้แล้ว 22.6% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
![]()














