เปิดรายงาน Global Insurance Report เผยตลาดโลกโต 7.1% ไทยเด่น “ประกันสุขภาพ” พุ่งสองหลัก
กลุ่มอลิอันซ์ เปิดเผยรายงาน “Global Insurance Report” ฉบับล่าสุด วิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มอุตสาหกรรมประกันภัยทั่วโลก โดยระบุว่า แม้ตลาดประกันภัยโลกในปี 2568 จะเริ่มชะลอตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงก่อนหน้า แต่ธุรกิจประกันภัยยังคงเป็น “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากขึ้น
รายงานระบุว่า เบี้ยประกันภัยรวมทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 6.99 ล้านล้านยูโร หรือราว 265.27 ล้านล้านบาท เติบโต +7.1% เพิ่มขึ้นกว่า 456 พันล้านยูโร หรือประมาณ 17.3 ล้านล้านบาท แม้จะลดลงจากอัตราการเติบโต +9.4% ในปี 2567 แต่ยังถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตสะสมต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ +5.6%
“ประกันชีวิต” ยังครองตลาดใหญ่สุด
ตลาดประกันชีวิตยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยมูลค่าเบี้ยประกันภัย 2.861 ล้านล้านยูโร หรือกว่า 108 ล้านล้านบาท ตามมาด้วยประกันวินาศภัย (P&C) มูลค่า 2.320 ล้านล้านยูโร และประกันสุขภาพ 1.688 ล้านล้านยูโร หรือประมาณ 64 ล้านล้านบาท
ในส่วนของประกันวินาศภัยทั่วโลก เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากช่วงที่มีการปรับขึ้นราคาเบี้ยประกันอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 เติบโต +3.8% ลดลงจาก +8.5% ในปีก่อนหน้า ขณะที่อเมริกาเหนือยังเป็นตลาดหลัก คิดเป็น 52% ของเบี้ยประกันวินาศภัยทั่วโลก แม้การเติบโตจะชะลอลงเหลือ +2.2%
ด้านตลาดประกันชีวิตทั่วโลกยังขยายตัวได้ดีที่ +6.9% โดย “เอเชีย” กลับมาเป็น Growth Engine สำคัญของโลกอีกครั้ง หลังเบี้ยประกันชีวิตในภูมิภาคเติบโต +9.9% ขณะที่จีนเติบโตสูงถึง +11.4% จากแรงหนุนของสังคมผู้สูงอายุ อัตราการออมที่สูง และระบบบำนาญภาครัฐที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ
“ประกันสุขภาพ” ดาวรุ่งของอุตสาหกรรม
รายงานของอลิอันซ์ระบุว่า “ประกันสุขภาพ” เป็นกลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นที่สุดในเชิงโครงสร้าง โดยเบี้ยประกันสุขภาพทั่วโลกเติบโตสูงถึง +12.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557
ปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขภาครัฐ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ครองสัดส่วนกว่า 70% ของเบี้ยประกันสุขภาพทั่วโลก
ขณะที่ตลาดเอเชียยังมีศักยภาพเติบโตสูงมาก เนื่องจากหลายประเทศยังมีอัตราการเข้าถึงประกันสุขภาพต่ำกว่า 1% ส่งผลให้ความต้องการด้านความคุ้มครองสุขภาพยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ ดัน “ประกันภัย” มีบทบาทมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รายงานชี้ให้เห็น คือ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมประกันภัยในอนาคต
เนื่องจากความเสี่ยงมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงทางการเมือง ส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยต้องปรับโมเดลการบริหารความเสี่ยงใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์ประกันเฉพาะทางมากขึ้น
ไทยโต 3.1% “ประกันสุขภาพ” โตเด่นสุด
สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่า ตลาดประกันภัยปี 2568 เติบโต +3.1% มีรายได้เบี้ยประกันภัยรวม 26.2 พันล้านยูโร หรือราว 9.94 แสนล้านบาท
โดยประกันวินาศภัยเติบโตเพียง +0.5% ขณะที่ประกันชีวิตเติบโต +1.9% แต่กลุ่มที่โดดเด่นที่สุดคือ “ประกันสุขภาพ” ที่เติบโตสูงถึง +13.1% สะท้อนความต้องการความคุ้มครองด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสังคมสูงวัยและแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขของภาครัฐ
คาด 10 ปีข้างหน้า ตลาดโลกโตเฉลี่ย 5.3%
อลิอันซ์คาดการณ์ว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ตลาดประกันภัยโลกจะเติบโตเฉลี่ย +5.3% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ขณะที่ประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย +4.8% ต่อปี สูงกว่าการเติบโตของ GDP ที่ระดับ +4.1% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากสังคมผู้สูงอายุ ความต้องการด้านสุขภาพ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ ตลาดประกันสุขภาพยังถูกคาดหมายว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงที่สุดต่อเนื่อง โดยทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ย +6.7% ต่อปี ส่วนประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตสูงถึง +8.6% ต่อปี
ในเชิงมูลค่า ตลาดประกันภัยโลกจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.26 ล้านล้านยูโร หรือราว 199.62 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปีข้างหน้า และมากกว่าครึ่งหนึ่งของเบี้ยประกันภัยใหม่จะมาจากภูมิภาคเอเชีย สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของศูนย์กลางตลาดประกันภัยโลกสู่ฝั่งตะวันออกอย่างชัดเจน
ลูโดวิค เซอร์บราน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเศรษฐศาสตร์และการลงทุนของกลุ่มอลิอันซ์ กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความสามารถในการปรับตัวมีความสำคัญมากกว่าประสิทธิภาพสูงสุดทางเศรษฐกิจแบบเดิม ส่งผลให้ “การเข้าถึงประกันภัย” กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต
“ธุรกิจประกันภัยไม่ได้มีบทบาทเพียงบริหารความเสี่ยง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุน นวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว” ลูโดวิคกล่าว
![]()














