SCGD เดินหน้าขยายธุรกิจสุขภัณฑ์อัจฉริยะ จับมือ AXENT Switzerland AG ผู้นำเทคโนโลยี Smart Toilet ระดับโลก จัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ บริษัท สยาม แอ็กเซนต์ สมาร์ท เทคโนโลยี จำกัด (SIAM AXENT SMART TECHNOLOGY CO., LTD.) เพื่อผลิตและประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) และสุขภัณฑ์ไร้ถังพักน้ำ (Tankless Toilet) รองรับการเติบโตของตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตสินค้านวัตกรรมด้านสุขภัณฑ์ของภูมิภาค
บริษัท สยาม ซานิทารีแวร์ จำกัด (SSW) ผู้ผลิตสุขภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ห้องน้ำภายใต้แบรนด์ COTTO ในเครือบริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนสัดส่วน 51% ขณะที่ AXENT ถือหุ้น 49% โดยความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยาวนานกว่า 25 ปี ผสานความเชี่ยวชาญด้านการผลิต มาตรฐานคุณภาพ และเครือข่ายการตลาดของ SSW เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม Smart Toilet ระดับโลกของ AXENT
พิธีลงนามความร่วมมือจัดขึ้นระหว่าง นายทนงชัย อัศวินชัยโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ซานิทารีแวร์ จำกัด และ Frank Li Chairman of AXENT Group พร้อมผู้บริหารจากทั้งสองฝ่าย
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาด Smart Toilet เป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรมห้องน้ำ จากความต้องการด้านเทคโนโลยี ความสะอาด สุขอนามัย และการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพของผู้บริโภค ความร่วมมือกับ AXENT จะช่วยนำเทคโนโลยีการผลิตระดับโลกมาสู่ประเทศไทย พร้อมสร้างระบบนิเวศธุรกิจ Smart Toilet ในอาเซียน และเสริมความแข็งแกร่งของ SCGD ในฐานะผู้นำด้าน Bathroom Solutions
ด้าน Frank Li Chairman of AXENT Group กล่าวว่า การร่วมทุนกับ SCGD และ SSW ถือเป็นก้าวสำคัญของ AXENT โดยจะนำจุดแข็งด้านนวัตกรรม Smart Toilet และระบบชำระล้างไร้ถังพักน้ำ มาผสานกับศักยภาพการผลิตของ SSW เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศไทยและอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
SCGD ระบุว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขยายสายผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการวางรากฐานสู่ตลาด Modern Toilet ซึ่งครอบคลุมทั้งสุขภัณฑ์ชิ้นเดียว (One-piece Toilet) และ Smart Toilet ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และนวัตกรรม
การมีฐานการผลิตในประเทศไทยยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาสินค้า ลดระยะเวลาการตอบสนองความต้องการของตลาด และรองรับการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง สอดรับกับกลยุทธ์ของ SCGD ในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
![]()













