“ศุภจี” ตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรม วางโจทย์ยกระดับฐานการผลิตไทยรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่ ดัน Made in Thailand เปิดตลาดจัดซื้อภาครัฐให้สินค้าไทย เจาะ 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ “ป้องกันประเทศ–ระบบราง–เครื่องมือแพทย์” พร้อมเร่งไบโอเอเนอร์จี Biotechnology–AI–ยานยนต์ใหม่–Semiconductor–Photonic สั่งทบทวนกฎหมาย 5–6 ฉบับ และปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนเศรษฐกิจจริง เตรียมเดินทางเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ปลายเดือนสิงหาคม ย้ำใช้ข้อมูลการค้า–ลงทุนรักษาผลประโยชน์ไทย
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมโลก
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก หลังจาก คณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ไม่ได้ประชุมร่วมกันมาประมาณ 4 ปี ขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในนโยบายสำคัญคือการผลักดัน Made in Thailand (MiT) โดยใช้ตลาดภาครัฐเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ให้กับสินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะใน 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึง Green Procurement
เปิดตลาดภาครัฐดัน Made in Thailand แต่ต้องไม่ลดมาตรฐาน
นางศุภจี ระบุว่า ภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างตลาดระยะแรกให้กับอุตสาหกรรมไทย ก่อนต่อยอดไปสู่ตลาดภาคเอกชนและตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การให้แต้มต่อแก่สินค้า Made in Thailand จะต้องไม่แลกกับการลดมาตรฐาน
สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากประเทศไทยจำเป็นต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณ Local Content ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและผู้บริโภค
กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้รับมอบหมายให้เชื่อมโยงกระบวนการ “วิจัย–ผลิต–ตลาด–ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และการเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ ควบคู่กับระบบรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” นางศุภจีกล่าว
ดันไบโอเอเนอร์จี เชื่อมเกษตร–ยานยนต์–BCG–ESG
อีกหนึ่งประเด็นที่ที่ประชุมให้ความสำคัญคือการผลักดัน พลังงานชีวภาพ หรือ Bioenergy ทั้งในกลุ่มดีเซลและเบนซิน โดยต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบร่วมกัน ตั้งแต่ภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไปจนถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร
แนวทางดังกล่าวจะต้องสร้างสมดุลระหว่างภาคเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน และผู้บริโภค พร้อมเชื่อมโยงไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวตามแนวทาง BCG และ ESG
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมพัฒนา Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อเพิ่มบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น
จับตา Semiconductor–Photonic โตแรงตาม Data Center
ที่ประชุมยังหารือถึงการปรับปรุง ดัชนีอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจและสถานการณ์ภาคการผลิตที่แท้จริง โดยมอบหมายให้ TDRI เข้ามาช่วยพิจารณาข้อมูล โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าซึ่งกำลังเสื่อมถอย แต่ยังไม่ครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวอย่างสำคัญคืออุตสาหกรรม Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Optical Transceiver ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก
ผู้ประกอบการไทยบางรายในอุตสาหกรรมดังกล่าวมียอดขายเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่อาจยังไม่ถูกสะท้อนอย่างเต็มที่ในตัวเลขอุตสาหกรรมปัจจุบัน
จึงมีแนวคิดปรับฐาน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) จากปี 2564 มาเป็นปี 2567 เพื่อให้ข้อมูลสามารถสะท้อนโครงสร้างและศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้แม่นยำมากขึ้น
รื้อกฎหมาย 5–6 ฉบับ รับโครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่
นางศุภจี กล่าวว่า หลังจาก กอช. หยุดประชุมมานาน ทำให้มีร่างกฎหมายประมาณ 5–6 ฉบับ ที่จำเป็นต้องนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีทั้ง กฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน ตลอดจนกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้กฎหมายสามารถรองรับทั้งบริบทของโลกปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะเดียวกันต้องรักษามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน
ปลาย ส.ค. บินเจรจาภาษีสหรัฐฯ รักษาผลประโยชน์การค้าไทย
สำหรับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 ปัจจุบันสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว ขณะที่อีกประมาณ 28% ยังเป็นส่วนที่ต้องเดินหน้าเจรจา
ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ นางศุภจีมีกำหนดเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศไทยให้ได้มากที่สุด
รัฐบาลยืนยันว่า กรอบการเจรจากับสหรัฐฯ จะยึดประเด็นด้าน การค้าและการลงทุนเป็นหลัก โดยจะไม่นำประเด็นทางทหารมาแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ
นางศุภจี ระบุว่า ภาคเอกชนไทยได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ส่วนหนึ่งของดุลการค้าระหว่างสองประเทศเกิดจากบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนและใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต
ดังนั้น การเจรจากับสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งมิติการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงของ Supply Chain ควบคู่กัน เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
![]()













