คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 ให้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ในการประชุมครั้งก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้
Krungthai COMPASS มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปีตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งเงินเฟ้อพื้นฐานที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด และความเสี่ยงจากภาวะ Twin Deficit ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทในระยะยาว
เศรษฐกิจไทยยังโต แต่แรงส่งมาจากการส่งออกและการลงทุน
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับประมาณการเดิม โดยในช่วงครึ่งปีแรกได้รับแรงส่งจาก การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวดีกว่าคาด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI Cycle ที่เติบโตสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนกลับขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมิน เนื่องจากประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง
แม้ตัวเลขการส่งออกและการลงทุนจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ แต่ กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมยัง เติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่ได้รับอานิสงส์จาก AI Cycle ยังมีสัดส่วนการใช้สินค้านำเข้าสูงถึงประมาณ 70% ทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมดังกล่าวอย่างจำกัด
นอกจากนี้ การลงทุนระลอกใหม่มีลักษณะ ใช้เงินทุนเข้มข้น (Capital Intensive) มากกว่าการใช้แรงงาน ส่งผลให้สร้างการจ้างงานได้น้อยกว่าการลงทุนในอดีต ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญทั้งข้อจำกัดในการปรับตัวและการแข่งขันที่รุนแรง
เงินเฟ้อลดลง แต่ต้องจับตาเงินเฟ้อพื้นฐาน
ด้านเงินเฟ้อ กนง. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม โดยมีปัจจัยหลักจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย เนื่องจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังผู้บริโภคต่ำกว่าคาด
ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่ กนง. ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูงและอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงต้องติดตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาสินค้าและบริการ และการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลาง
Krungthai COMPASS ระบุว่า แม้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยจะลดลงค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แต่ เงินเฟ้อพื้นฐานกลับมีทิศทางเร่งตัวขึ้น
ในเดือนกรกฎาคม 2569 เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.95%YoY ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 2.89%YoY ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยด้านอุปทานที่มีลักษณะชั่วคราว
แต่เงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 1.34%YoY เพิ่มขึ้นจาก 0.83%YoY ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และอยู่สูงกว่า 75 percentile เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำเริ่มทยอยส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการหมวดอื่น
ดังนั้น หากเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งมีลักษณะค่อนข้างหนืด ยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ก็มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อโดยรวมจะ ค้างอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้
SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัว
แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ระดับ 1.00% แต่ภาวะการเงินของภาคธุรกิจยังไม่ได้ผ่อนคลายอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ยังเผชิญความตึงตัวด้านสินเชื่อ
สินเชื่อรวมที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมาเป็นการขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่สินเชื่อจำนวนมากเป็นการกู้เพื่อเสริม Working Capital ชั่วคราวในช่วงวิกฤตพลังงาน
ในทางกลับกัน สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงขึ้น ประกอบกับยังมีลูกหนี้ที่ประสบปัญหาเรื้อรังคงค้างอยู่ในระบบ
จับตา Twin Deficit กดดันเงินบาทระยะยาว
อีกหนึ่งประเด็นที่ Krungthai COMPASS ให้ความสำคัญ คือความเสี่ยงจาก Twin Deficit หรือการขาดดุลทั้งบัญชีเดินสะพัดและงบประมาณพร้อมกัน
นักวิเคราะห์ปรับลดคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2569 โดยคาดว่าจะเกินดุลเพียง 1.2% ของ GDP หลังไทยเผชิญการขาดดุลด้านพลังงาน ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้นตามกระแส AI และการลงทุนภาคเอกชนระลอกใหม่
ขณะที่ยังคงประมาณการขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 4.35% ของ GDP ณ เดือนสิงหาคม 2569
ภาพดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงของภาวะ Twin Deficit ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อ ค่าเงินบาทให้อ่อนค่าในระยะยาว ซึ่งหากเงินบาทอ่อนค่ามากขึ้น ก็อาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อได้
Krungthai COMPASS มอง กนง. มีแนวโน้มตรึงดอกเบี้ยตลอดปี
จากภาพรวมทั้งหมด Krungthai COMPASS ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปีตลอดทั้งปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง และ SMEs ยังมีข้อจำกัดด้านสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปยังต้องสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ กับการดูแลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและเสถียรภาพภายนอกประเทศ โดยเฉพาะ เงินเฟ้อพื้นฐาน ราคาพลังงาน ความเสี่ยง Twin Deficit และทิศทางค่าเงินบาท
กล่าวได้ว่า แม้อัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% จะอยู่ในระดับต่ำและช่วยลดต้นทุนทางการเงินโดยรวม แต่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ไม่ใช่เพียงเรื่อง “ดอกเบี้ย” หากยังรวมถึงการทำให้การลงทุนและการเติบโตจากเทคโนโลยีและ AI สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การจ้างงาน และกระจายประโยชน์ไปยัง SMEs ได้มากขึ้น
![]()













