ภาคีวิจัยและหน่วยงานเศรษฐกิจชั้นนำของไทย เปิดเวทีคู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เสนอปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย รับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและสภาพภูมิอากาศ หลังผลิตภาพภาคเกษตรชะลอตัวเหลือเพียง 0.5–0.6% ต่อปี พร้อมผลักดัน 3 แนวทางสำคัญ ทั้งสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ ส่งเสริมสินเชื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างภูมิคุ้มกันด้วยสินเชื่อสีเขียว มุ่งยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
วันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (CAB-KU) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดกิจกรรมคู่ขนานการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ในหัวข้อ “การปฏิรูประบบเกษตรและอาหารไทย: เสริมพลังเกษตรกร สร้างภูมิคุ้มกันด้วยนวัตกรรม” ณ สำนักงานใหญ่ ธ.ก.ส. และถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาผลิตภาพภาคเกษตรที่ชะลอตัว และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
การประชุมครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดหลักของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ที่มุ่งเสริมศักยภาพประชาชนและเกษตรกรฐานราก ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันและความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ข้อมูลจากเวทีระบุว่า กว่า 2 ใน 3 ของการเติบโตภาคเกษตรโลกในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มาจากการเพิ่มผลิตภาพมวลรวม (Total Factor Productivity: TFP) ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการใช้ทรัพยากร ขณะที่ประเทศไทยกลับเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยอัตราการเติบโตของ TFP ภาคเกษตรลดลงเหลือเพียง 0.5–0.6% ต่อปี จากระดับ 2.7% ต่อปี ในช่วงปี 2534–2544
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการลงทุนวิจัยทางการเกษตรของภาครัฐที่ลดลง จากประมาณ 0.9% ของ GDP ภาคเกษตรในช่วงกลางทศวรรษ 2530 เหลือเพียง 0.2–0.25% ในปี 2566–2568 รวมถึงปัญหาขาดแคลนนักปรับปรุงพันธุ์พืช ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในการนำเข้าเชื้อพันธุกรรม และการจัดสรรทุนวิจัยที่กระจัดกระจาย ส่งผลให้การพัฒนาพันธุ์พืชและนวัตกรรมไม่ทันต่อความต้องการของเกษตรกร ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยแล้ง ภาวะภูมิอากาศแปรปรวน และการระบาดของศัตรูพืช
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธนาคารมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาชนบท สนับสนุนเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยเชื่อมโยงเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม ตามแนวทางการเป็นแกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร ยกระดับมาตรฐานการผลิต การแปรรูป และพัฒนาระบบนิเวศเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ
ธ.ก.ส. เดินหน้าสร้างความยั่งยืนภายใต้แนวทาง ESG Model ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่
1. สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ด้วยแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำและการพัฒนาทักษะด้านแผนธุรกิจ บัญชี การเงิน และการตลาดออนไลน์ พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีแก่ชุมชน เช่น การใช้เครื่องจักรกลเกษตร การจัดการแปลงด้วยข้อมูลดิจิทัล และการรวบรวมผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงนวัตกรรมได้ในราคาที่เหมาะสม
2. ยกระดับผลิตภาพด้วยสินเชื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนการลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำ เทคโนโลยีลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยพิจารณาความเหมาะสมจากแผนธุรกิจ ผลตอบแทน ระยะเวลาคืนทุน และรายได้ของเกษตรกร ควบคู่กับการส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันและเพิ่มอำนาจต่อรอง
3. สร้างภูมิคุ้มกันด้วยสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) ส่งเสริมเกษตรกรรมที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปุ๋ย การดูแลรักษาดิน และการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและความสูญเสียจากความเสี่ยงทางธรรมชาติ
ด้าน ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ TDRI ระบุว่า การลงทุนวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรให้ผลตอบแทนสูงกว่า 40% ต่อปี จึงเสนอให้เร่งปฏิรูประบบนวัตกรรมเกษตรและอาหารไทยใน 3 มิติ ได้แก่ การเพิ่มความเป็นอิสระของสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย พร้อมจัดหาแหล่งทุนที่มั่นคงและสร้างแรงจูงใจแก่นักวิจัย การส่งเสริมภาคเอกชนร่วมลงทุนวิจัยและพัฒนาห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค (Farm to Fork) โดยมุ่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น อาหารสุขภาพ สินค้าเกษตรปลอดภัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และโปรตีนจากพืช ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบแบ่งปันข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษจาก Ashesh Prasann นักเศรษฐศาสตร์การเกษตรอาวุโส ธนาคารโลก ในหัวข้อการปฏิรูปภาคเกษตรในเอเชีย: กรณีศึกษาประเทศไทย พร้อมเวทีเสวนาครอบคลุมการฟื้นฟูผลิตภาพทางการเกษตรผ่านนโยบายวิจัย การเสริมศักยภาพและความยืดหยุ่นของเกษตรกร และบทบาทภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาควิชาการ เกษตรกร และภาคเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภาคีความร่วมมือคาดหวังว่า เวทีดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันนโยบายที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับระบบเกษตรและอาหารไทยให้มีผลิตภาพสูง แข่งขันได้ และรับมือความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรไทยในระยะยาว
![]()














