ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 จากเดิม 1.5% เป็น 1.8% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าในมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) ที่มีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี การปรับประมาณการดังกล่าวสะท้อนว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังน้อยกว่าที่คาด ทำให้ความเสี่ยงทางเทคนิคที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยลดลง
เศรษฐกิจโลกผันผวน กดดันตลาดการเงิน
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายการเงินของเฟดถูกแทรกแซงจากประธานาธิบดี ทำให้ตลาดคาดว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเกือบ 10% ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการลงทุน การนำเข้า-ส่งออก และความเชื่อมั่นของตลาดทั่วโลก
นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มส่งผลต่อการจ้างงานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยต้องพิจารณาผลกระทบจากทั้งตลาดการเงินโลกและสภาพคล่องในตลาดทุน
แรงส่งจากส่งออกไทย
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การปรับประมาณการจีดีพีขึ้นเป็น 1.8% ส่วนหนึ่งมาจากแรงหนุนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษี Section 232 และภาษี Transshipment มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีส่วนประกอบของ Semiconductor ซึ่งเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ครองสัดส่วนสูงถึง 16.2% ของการส่งออกไทยไปยังตลาดนี้
การส่งออกในครึ่งปีหลังชะลอตัวน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้ความเสี่ยงทางเทคนิคต่อภาวะถดถอยของเศรษฐกิจไทยลดลง แต่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง
แนวโน้มดอกเบี้ยและนโยบายการเงินไทย
นางสาวณัฐพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปี 2568 เพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและการลงทุน การลดดอกเบี้ยควบคู่กับนโยบายรัฐบาลใหม่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้า
ผลกระทบต่อภาคส่งออกไทย
นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า กลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบน้อยกว่า 50% ของต้นทุนการผลิต เสี่ยงต่อการถูกเก็บภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ และเคมีภัณฑ์ ซึ่งคิดเป็นราว 27% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ อัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของไทยอยู่ราว 26% สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ต่ำกว่ามาเลเซีย
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ขยายความว่า หลังจากการเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ในไตรมาส 4 ของปีนี้ สัดส่วนสินค้าที่ถูกเก็บภาษีจะเพิ่มจาก 12.3% เป็น 19.5% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ซึ่ง Semiconductor เป็นสินค้าส่งออกที่มีสัดส่วนสูงถึง 16.2% ของไทยไปสหรัฐฯ และมีอัตราภาษีสูงถึง 100–300% แม้ในรอบแรกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษี แต่ผลกระทบโดยรวมจะทำให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากการเติบโตสองหลักในปี 2568 เป็นหดตัวราว 4.8% ในปี 2569
สรุปภาพรวม
แม้จีดีพีไทยปี 2568 จะปรับขึ้นจากแรงส่งของการส่งออก แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากหลายด้าน ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีต่อไปจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคการผลิต การจัดการภาษี และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหมาะสม
![]()














