สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดในหลายภูมิภาคของโลก กำลังส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและพลังงานฟอสซิลที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนมากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่หลายประเทศต้องเร่งรับมือ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflict) เป็นหนึ่งในสามความท้าทายหลักของโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ
ภายใต้บริบทดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีความผันผวนสูง
ราคาพลังงานผันผวนจากความขัดแย้งโลก
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ เช่น ตะวันออกกลางและเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นในอนาคต
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้หลายประเทศเริ่มปรับยุทธศาสตร์พลังงานครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
ไทยสำรองน้ำมันกว่า 90 วัน รับมือระยะสั้น
ในมิติการบริหารจัดการวิกฤตพลังงาน ภาครัฐไทยได้เตรียมมาตรการรองรับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในระยะสั้นประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับมากกว่า 90 วัน เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤต
มาตรการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานและเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก
เดินหน้าพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมันต่างประเทศ
ในระยะยาว ภาครัฐมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาดมากขึ้น
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำผลผลิตทางการเกษตรของไทย เช่น อ้อยและปาล์มน้ำมัน มาแปรรูปเป็น เอทานอล เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมัน
แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน
หนุนอุตสาหกรรมสีเขียว–เทคโนโลยี AI
นอกจากการปรับโครงสร้างพลังงานแล้ว ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการผลักดัน อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบ Smart Technology เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านพลังงาน
โมเดล “พี่ช่วยน้อง” ดัน SME ปรับตัว
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ คือการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ภายใต้แนวคิด “พี่ช่วยน้อง”
โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนและเทคโนโลยี จะเข้ามาช่วยสนับสนุน SME ให้สามารถปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว และนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้มากขึ้น
เปลี่ยนวิกฤตพลังงานเป็นโอกาสเศรษฐกิจ
ในภาพรวม วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก แต่ก็ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การบูรณาการนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคเกษตรกรรม จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความท้าทายของวิกฤตพลังงาน ให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
![]()













