เอสซีจี (SCG) ผนึกกำลังเครือข่ายภาคเอกชนและภาครัฐ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ยุค SMART INDUSTRY พร้อมหนุนผู้ประกอบการ SMEs เติบโตแบบก้าวกระโดด ภายใต้เป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เปลี่ยนมูลค่าสินค้าทุนนำเข้าปีละกว่า 7.6 ล้านล้านบาท ให้หมุนเวียนเป็นเศรษฐกิจภายในประเทศ และดัน Productivity และ GDP ไทยเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เท่า
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เอสซีจีจัดงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน…SMART INDUSTRY” ที่กรุงเทพฯ เพื่อระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย พร้อมผลักดัน SMEs ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ภายในงานมีการปาฐกถาและบรรยายพิเศษจากผู้นำด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ “เดินหน้าเศรษฐกิจไทย ดันอุตสาหกรรมเติบโต”

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในหัวข้อ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย หนุน SMEs เติบโต”

นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “ก้าวกระโดดเพื่อความมั่งคั่งของอุตสาหกรรมไทย”

ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “SMEs ชีวิตจะเปลี่ยนไปด้วย Smart AI”
นายชนะ ภูมี กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องลุกขึ้นมาเป็น “ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” (Be a Part of the Solution) เพื่อช่วยกันยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้าโลก
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการ ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งมีมูลค่ารวมถึง 7.6 ล้านล้านบาทต่อปี เช่น เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ ก๊าซธรรมชาติ อาวุธ และยานพาหนะ หากประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าเหล่านี้ภายในประเทศได้เพียง 30–50% ของปริมาณนำเข้า จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มได้ประมาณ 2–4 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 10–20% ของ GDP
นอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว ยังช่วยสร้าง ความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Resilience) ใน 3 มิติ ได้แก่
ความมั่นคงด้านพลังงาน
ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ความสามารถในการรับมือวิกฤตระยะยาว
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ SMART INDUSTRY ประกอบด้วย 5 SMART + 1 ความร่วมมือ ได้แก่
Smart Industry เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้นถึง 2 เท่า
Smart Market สร้างตลาดในประเทศและขยายตลาดต่างประเทศ
Smart Funding สนับสนุนเงินทุนให้ SMEs เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีใหม่
Smart & Green Infrastructure ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์
Smart Government พัฒนาระบบราชการให้รวดเร็ว โปร่งใส และเอื้อต่อธุรกิจ
พร้อมเสริมด้วยโมเดล PPPP (Public Private People Partnership) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยต่อยอดจากความสำเร็จของ “สระบุรีโมเดล” เพื่อขยายผลสู่ Thailand Model
นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้าง “3 ทุนสำคัญของประเทศ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ได้แก่
ทุนมนุษย์ (Human Capital) เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษาให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม
ทุนข้อมูล (Information Capital) เชื่อมโยงข้อมูลระดับชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและลดต้นทุนแฝง
ทุนองค์กร (Organization Capital) ส่งเสริมวัฒนธรรมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
นายชนะ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทย เพิ่ม Productivity และ GDP ของประเทศให้เติบโตเป็น 2 เท่า พร้อมผลักดันสัดส่วน GDP ของ SMEs จาก 35% เป็น 50% เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง
![]()













