Thursday, March 19, 2026
3-TOA
previous arrow
next arrow
HomeINSURANCEสงครามเขย่าเศรษฐกิจ บีบธุรกิจประกันภัย BKI ตั้งเป้าเบี้ยปี 69 ที่ 32,600 ล้านบาท โต 4% เน้นคุมความเสี่ยง

สงครามเขย่าเศรษฐกิจ บีบธุรกิจประกันภัย BKI ตั้งเป้าเบี้ยปี 69 ที่ 32,600 ล้านบาท โต 4% เน้นคุมความเสี่ยง

ในวันที่โลกไม่ได้เผชิญเพียงความผันผวนชั่วคราว แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความเสี่ยง” กลายเป็นโครงสร้างถาวรของเศรษฐกิจโลก ธุรกิจประกันภัยกำลังถูกผลักให้ยืนอยู่แถวหน้าของแรงปะทะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในปี 2569 ที่บรรยากาศโลกยังเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามยืดเยื้อ ต้นทุนพลังงานผันผวน ห่วงโซ่อุปทานเปราะบาง และเศรษฐกิจในหลายประเทศชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยทั้งหมดนี้กำลังรวมตัวกันเป็นแรงกดดันชุดใหญ่ที่เขย่าธุรกิจประกันภัยจากทุกด้าน ทั้งด้านต้นทุน ความสามารถในการทำกำไร การรับความเสี่ยง และกำลังซื้อของลูกค้า

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BKIH และบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI มองภาพสถานการณ์นี้อย่างชัดเจนว่า สงครามในโลกยุคใหม่ไม่ได้ส่งผลเฉพาะพื้นที่ขัดแย้งอีกต่อไป แต่ได้ขยายผลเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ และสำหรับธุรกิจประกันภัยแล้ว สงครามถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงขนาดใหญ่” หรือ Catastrophic Risk ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างของอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงเพราะอาจเกิดความเสียหายทางกายภาพต่อทรัพย์สินหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการหยุดชะงักของการขนส่งระหว่างประเทศ ความผันผวนของราคาพลังงาน การสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดน

หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิดคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือถูกควบคุม ผลกระทบจะไม่หยุดแค่ตลาดน้ำมัน แต่จะลามต่อไปถึงคลองสุเอซและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทันที ส่งผลให้ระบบขนส่งโลกปั่นป่วนอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเส้นทางการค้าโลกเริ่มเปราะบาง ต้นทุนในระบบก็ย่อมขยับขึ้น และปลายทางของต้นทุนเหล่านั้นย่อมไม่พ้นภาคธุรกิจและผู้บริโภค

สัญญาณที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดที่สุดคือ การพุ่งขึ้นของเบี้ยประกันภัยส่วนคุ้มครองภัยสงคราม หรือ War Risk ในภาคการขนส่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 400–500% ในบางเส้นทาง ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นของผู้ประกอบการเดินเรือหรือบริษัทโลจิสติกส์เท่านั้น แต่กำลังบอกให้เห็นว่า “ต้นทุนความเสี่ยง” ของโลกกำลังถูกส่งผ่านไปทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงภาระที่ผู้บริโภคต้องรับในท้ายที่สุด

แต่ผลกระทบที่กดดันธุรกิจประกันภัยโดยตรงมากที่สุด กลับอยู่ที่ “เบี้ยประกันภัยต่อ” หรือ Reinsurance ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในภาพรวมตลาดประกันภัยต่อทั่วโลกจะเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลงบ้าง แต่ประเทศไทยกลับเผชิญสถานการณ์ในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะประเทศมีประวัติการเคลมจากภัยพิบัติในระดับสูง และยังต้องเผชิญความเสี่ยงใหม่จากสงครามและเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันภัยต่อทั่วโลกเข้มงวดมากขึ้นทั้งในแง่ราคา เงื่อนไขความคุ้มครอง และวงเงินรับประกัน

เมื่อไทยถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่อมหันตภัยเพิ่มขึ้น จากทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวและน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาผู้รับประกันภัยต่อก็เปลี่ยนไปด้วย ผลที่ตามมาคืออัตราเบี้ยประกันภัยต่อในประเทศไทยไม่ได้ลดลงตามทิศทางเดียวกับตลาดโลกโดยรวม ซ้ำยังมีแนวโน้มถูกกดดันให้สูงขึ้นต่อเนื่องในบางประเภทประกัน โดยเฉพาะประกันภัยทรัพย์สินและความเสี่ยงขนาดใหญ่ นั่นหมายความว่า บริษัทประกันภัยไทยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ในขณะที่ไม่สามารถผลักภาระนี้ไปยังผู้เอาประกันได้เต็มที่หรือในทันที

ในอีกด้านหนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจไทยเองก็ไม่ได้ช่วยผ่อนแรงกดดันดังกล่าว กลับยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์หนักขึ้นไปอีก เมื่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ โดยมีการประเมินว่า GDP อาจเติบโตเพียง 1.3–1.5% ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวจากราคาพลังงาน และดอกเบี้ยยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ภาวะเช่นนี้ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ภาคธุรกิจจำนวนหนึ่งเลือกชะลอหรือปรับลดการซื้อประกันเพื่อลดต้นทุน ส่วนประชาชนเองก็ชะลอการทำประกันใหม่ ทำให้รายได้จากเบี้ยประกันขยายตัวช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงกลายเป็นภาพของ “แรงกดดันสองด้าน” ที่ธุรกิจประกันภัยกำลังเผชิญพร้อมกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ ต้นทุนที่สูงขึ้นจากประกันภัยต่อและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ แต่อีกด้านคือรายได้ที่เติบโตช้าลงจากเศรษฐกิจที่อ่อนแรงและกำลังซื้อที่หดตัว ในภาวะเช่นนี้ การบริหารธุรกิจประกันภัยจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเพิ่มยอดขายหรือขยายเบี้ยประกันอีกต่อไป แต่เป็นการบริหารสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “คุณภาพของความเสี่ยง” อย่างละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิม

ท่ามกลางบริบทเช่นนี้ กรุงเทพประกันภัยเลือกที่จะไม่เดินเกมแบบเดิม แต่ตัดสินใจ “รีเซ็ต” แนวทางดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง จากเดิมที่ในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตในระดับเกือบ 8% โดยมุ่งขยายเบี้ยประกันภัยอย่างเต็มที่ แต่เมื่อสถานการณ์จริงเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และบริษัทต้องเผชิญความเสียหายจำนวนมากตั้งแต่ไตรมาสแรก กลยุทธ์จึงถูกปรับทันทีจากการเร่งโตเชิงปริมาณ ไปสู่การเน้น “คุณภาพของพอร์ต” และการควบคุมอัตราความเสียหาย หรือ Loss Ratio ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนเกมครั้งนี้เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในกลุ่มประกันรถยนต์ ซึ่งถือเป็นสายธุรกิจที่มีความท้าทายสูง เพราะมีความถี่ในการเคลมเฉลี่ยประมาณ 0.6 ครั้งต่อคัน และมีอัตราความเสียหายราว 60% นั่นหมายความว่า ยิ่งขยายพอร์ตเร็วเท่าไร ความเสี่ยงในการจ่ายสินไหมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากไม่มีวินัยในการคัดเลือกงานรับประกันอย่างเข้มงวด การเติบโตอาจไม่ได้แปลว่ากำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม อาจกลายเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินในระยะถัดไปด้วยซ้ำ

ผลลัพธ์จากการ “เบรกการเติบโต” เพื่อรักษาคุณภาพของธุรกิจ สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในผลประกอบการปี 2568 ของกรุงเทพประกันภัย ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ประมาณ 31,357 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.03% หรือแทบไม่เติบโตเลยเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทกลับสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI มีกำไรสุทธิ 3,121.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% และถือเป็นการทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ BKIH มีรายได้จากการประกันภัย 31,350.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.03% และมีกำไรสุทธิ 3,135.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% คิดเป็นกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 29.45 บาท

สำหรับผู้ถือหุ้น ตัวเลขการจ่ายเงินปันผลก็ยังสะท้อนความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน โดยในปี 2568 บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 11.25 บาท และสำหรับงวดสุดท้ายของปี คณะกรรมการเสนอให้จ่ายเพิ่มเติมอีกหุ้นละ 6.25 บาท ทำให้รวมทั้งปีเป็น 17.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 5.8% และคิดเป็น 59.4% ของกำไรสุทธิต่อหุ้น ขณะที่ BKI ยังมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 29.32 บาท และได้รับการยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่แข็งแกร่งในระดับ A- (Stable) อย่างต่อเนื่องจาก Standard & Poor’s หรือ S&P

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นท่ามกลางเส้นทางที่ราบเรียบ เพราะในปีที่ผ่านมา บริษัทต้องเผชิญบททดสอบสำคัญจาก “อุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้” โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และหลายจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อทั้งภาคครัวเรือน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน มีการประเมินความเสียหายด้านทรัพย์สินประมาณ 1,800 ล้านบาท ความเสียหายรถยนต์ประมาณ 550 ล้านบาท และเมื่อรวมทั้งระบบแล้ว มูลค่าความเสียหายอยู่ที่เกือบ 4,800–4,900 ล้านบาท โดยในบางพื้นที่ระดับน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น แต่ยังตอกย้ำว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคที่ความเสี่ยงจากมหันตภัยมีความถี่และความรุนแรงสูงขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อความเสียหายเพิ่มขึ้น ต้นทุนการซื้อประกันภัยต่อก็ยิ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กรุงเทพประกันภัยจึงต้องบริหารสมดุลอย่างรอบคอบระหว่างการโอนความเสี่ยงไปยังผู้รับประกันภัยต่อ กับการควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะแม้ Reinsurance จะเป็นภาระที่สูง แต่ก็เป็น “ต้นทุนเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าจะเป็นทางเลือกทางธุรกิจ หากไม่มีการถ่ายโอนความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เหตุการณ์มหันตภัยเพียงครั้งเดียวก็อาจสร้างความเสียหายเกินกว่าที่บริษัทจะรับมือได้ด้วยตนเอง

เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 กรุงเทพประกันภัยยังคงวางเป้าหมายการเติบโต แต่เป็นการเติบโตแบบมีวินัยและอยู่บนพื้นฐานของการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับรวมไว้ที่ 32,600 ล้านบาท หรือเติบโต 4% ภายใต้แนวคิด “Year of Fast and Flexible Mindset” ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะยกระดับการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า คู่ค้า และกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ ให้รวดเร็ว คล่องตัว และยืดหยุ่นมากขึ้น

แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญทางการตลาด แต่เป็นการปรับวิธีคิดในการทำงานทั้งระบบ ตั้งแต่การรับประกันภัย การขาย การบริหารสินไหมทดแทน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ บริษัทต้องพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมความเสี่ยงใหม่มากขึ้น กำหนดราคาที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และทำงานให้เร็วขึ้นโดยไม่ละทิ้งวินัยในการรับประกันภัย เพราะความยืดหยุ่นที่แท้จริงในโลกธุรกิจประกันภัย ไม่ได้หมายถึงการรับทุกความเสี่ยง แต่หมายถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วโดยยังรักษาความสมเหตุสมผลทางธุรกิจไว้ได้

ภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทยในปี 2569 เองก็สะท้อนความหวังที่ยังมีอยู่ท่ามกลางความท้าทาย โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยคาดว่าธุรกิจจะเติบโตในอัตรา 2.5–3.5% เพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปีก่อนหน้า และมีแรงหนุนบางส่วนจากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ราว 2.0% เทียบกับประมาณการเดิมที่ 1.7% ตามข้อมูลจาก สศช. นอกจากนี้ โครงการภาครัฐขนาดใหญ่ หากเดินหน้าได้ต่อเนื่อง ก็จะช่วยหนุนเบี้ยประกันภัยจากโครงการลงทุนภาครัฐ ขณะเดียวกันภัยพิบัติครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา ทั้งแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางในเมียนมา และน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ก็มีส่วนกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของประกันภัยทรัพย์สินมากขึ้น

ยังมีโอกาสเติบโตในบางสายธุรกิจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพที่ได้แรงหนุนจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามภาวะ Medical Inflation ประกันภัยทรัพย์สินขนาดใหญ่ที่ได้อานิสงส์จากความตระหนักเรื่องภัยพิบัติ หรือประกันภัยการเดินทางต่างประเทศที่ยังเติบโตต่อเนื่องตามความนิยมเดินทางของคนไทยไปยังจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง ซึ่งเป็นจุดหมายหลักที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เพราะไม่ได้พึ่งพาเส้นทางบินผ่านพื้นที่ขัดแย้งโดยตรง

กระนั้นก็ตาม ด้านลบก็ยังมีอยู่มากเช่นกัน ราคาพลังงานที่อาจปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงครามจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง สถาบันการเงินยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลต่อยอดขายสินทรัพย์อย่างบ้านและรถยนต์ และย่อมกระทบต่อเบี้ยประกันภัยที่เชื่อมโยงกับการซื้อสินทรัพย์เหล่านี้โดยตรง อีกทั้งการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV มีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ซึ่งอาจทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมเติบโตชะลอลงไปด้วย

นอกจากนี้ เบี้ยประกันภัยทางทะเลและขนส่ง รวมถึงเบี้ยประกันภัยจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก อาจเผชิญแรงกดดันจากมูลค่าการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตช้าลง หลังการเร่งส่งออกในปีก่อนหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามยังมีแนวโน้มทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้าในส่วน War Risk ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก และในตลาดประกันภัยเครื่องบิน ผู้รับประกันภัยต่อก็อาจปรับเบี้ยเพิ่มสำหรับความเสียหายต่อตัวเครื่องบินหรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แม้ว่ายังไม่มีรายงานเครื่องบินถูกจับยึดหรือได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์สงครามโดยตรงก็ตาม

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงจากความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งอาจประกาศใช้ช้ากว่ากำหนดราว 3 เดือนจากการรอการจัดตั้งรัฐบาล และอาจทำให้การลงทุนภาครัฐในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 สะดุดชั่วคราว ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยจากโครงการภาครัฐต้องเลื่อนออกไปในช่วงดังกล่าว แม้หลังจากนั้นจะคาดว่าจะเดินหน้าต่อได้ตามปกติก็ตาม

ทั้งหมดนี้ทำให้ชัดเจนว่า ปี 2569 จะไม่ใช่ปีที่ธุรกิจประกันภัยแข่งขันกันด้วยความเร็วเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นปีที่วัดกันด้วยความสามารถในการ “เข้าใจความเสี่ยง” และ “ปรับตัว” ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป กรุงเทพประกันภัยจึงเลือกยืนอยู่บนหลักคิดที่ระมัดระวังมากขึ้น ไม่ใช่หยุดเติบโต แต่เติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ปฏิเสธความเสี่ยง แต่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างชาญฉลาด

มุมมองของ ดร.อภิสิทธิ์ จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อเขามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ปัญหา” หากแต่เป็น “ความท้าทาย” ที่องค์กรต้องรับมือด้วยสติและวินัย เพราะน้ำท่วม แผ่นดินไหว สงคราม หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่มีใครควบคุมได้ทั้งหมด แต่สามารถบริหารจัดการได้ หากองค์กรมีสมดุลที่ดีพอระหว่างการเติบโต ความเสี่ยง ผลตอบแทน และความมั่นคงในระยะยาว

ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่ ธุรกิจประกันภัยจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงขายกรมธรรม์ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับแรงกระแทกของเศรษฐกิจทั้งระบบ และสำหรับกรุงเทพประกันภัย ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการเติบโตแบบหวือหวา แต่เป็นปีของการพิสูจน์ว่า การเติบโตอย่างมีวินัย การคุมความเสี่ยงอย่างแม่นยำ และการรักษาคุณภาพของพอร์ตธุรกิจ คือคำตอบที่ยั่งยืนกว่าในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป

Loading

RELATED ARTICLES
SUP
previous arrow
next arrow

Most Popular

PDPA Icon

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการใช้งานเว็บไซต์ เราใช้คุกกี้ คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ของคุณได้ที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

บันทึกการตั้งค่า