สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ในช่วงฤดูฝน หลังข้อมูลปี 2568 พบเด็กไทยติดเชื้อสะสมสูงถึง 48,462 ราย เสียชีวิต 7 ราย โดยกว่า 80% เป็นเด็กอายุ 0-4 ปี ขณะที่ปี 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 1,885 ราย และยังคงเป็นกลุ่มเด็กเล็กที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ศ.(คลินิก) พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า RSV ไม่ใช่เพียงโรคหวัดธรรมดา แต่เป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบทางเดินหายใจส่วนล่างของเด็กทารกและเด็กเล็กโดยตรง โดยในช่วงแรกอาจมีอาการคล้ายหวัดทั่วไป เช่น น้ำมูก ไอ หรือมีไข้ต่ำ แต่หลังจากนั้นอาการอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และภาวะขาดออกซิเจนได้

ทั้งนี้ ฤดูฝนถึงฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน ถือเป็นช่วงการระบาดสำคัญของ RSV ในประเทศไทย โดยปี 2568 มีผู้ป่วยที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงถึง 18,834 ราย หรือคิดเป็น 38.86% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนปี 2569 แม้เพิ่งเริ่มฤดูกาลระบาด แต่มีผู้ป่วยในแล้ว 647 ราย หรือ 34.32% ของผู้ป่วยทั้งหมด
แพทย์แนะผู้ปกครองเฝ้าระวังอาการอันตราย ได้แก่ หายใจหอบเหนื่อย หน้าอกบุ๋มหรือชายโครงดึงรั้งขณะหายใจ หายใจมีเสียงหวีด ซึมลง กินนมหรืออาหารได้น้อย รวมถึงริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ซึ่งควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ด้าน รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า เด็กที่ติดเชื้อ RSV รุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และใช้เครื่องช่วยหายใจ นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบระยะยาว ทำให้เกิดภาวะหลอดลมไว หายใจมีเสียงหวีดซ้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืดในอนาคต
ขณะที่ ศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา หัวหน้าสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันมี 2 แนวทางสำคัญในการป้องกัน RSV ได้แก่
1. การฉีดวัคซีนป้องกัน RSV ในหญิงตั้งครรภ์ ช่วงอายุครรภ์ 24-36 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมารดาสร้างภูมิคุ้มกันและส่งผ่านแอนติบอดีไปยังทารกในครรภ์ ช่วยป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด
2. การให้ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” แก่ทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก ซึ่งเป็นแอนติบอดีพร้อมใช้ ไม่ใช่วัคซีน โดยสามารถป้องกันไวรัสได้ทันทีหลังฉีด และมีประสิทธิภาพคุ้มครองนานอย่างน้อย 6 เดือน ครอบคลุมช่วงวัยที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด

รศ.พญ.วนัทปรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษาทางการแพทย์ยืนยันว่า ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV สามารถลดความเสี่ยงการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อ RSV ได้มากกว่า 80% ปัจจุบันมีการใช้งานแล้วในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และเริ่มนำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดและในช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิต ถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค RSV โดยผู้ปกครองและหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ เพื่อเลือกแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมให้กับลูกน้อยก่อนเข้าสู่ช่วงการระบาดของโรคในฤดูฝนนี้
![]()















