กรุงเทพฯ 5 สิงหาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงาน Gold Demand Trends Q2 2026 ระบุว่า ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนของประเทศไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยมีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 10.9 ตัน หลังนักลงทุนเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาทองคำปรับฐาน ขณะที่ไทยและอินโดนีเซียยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุปสงค์ทองคำในภูมิภาคอาเซียน
รายงานระบุว่า แม้ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2 จะทรงตัวอยู่ที่ 1,269 ตัน แต่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ความต้องการทองคำรวมเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน สู่ระดับ 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับประเทศไทย ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของนักลงทุนในช่วงราคาปรับตัวลง โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้บัญชีออมทองและผลิตภัณฑ์การลงทุนทองคำมากขึ้น เนื่องจากมองว่าทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทและตลาดการเงิน
อย่างไรก็ตาม ความต้องการเครื่องประดับทองคำในประเทศไทยลดลง 5% เหลือ 1.6 ตัน สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่ความต้องการเครื่องประดับลดลง 17% เนื่องจากราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเครื่องประดับน้ำหนักเบาลง
ด้านการลงทุนผ่านกองทุน ETF ทองคำทั่วโลกชะลอลงในไตรมาส 2 หลังราคาทองคำปรับฐาน แต่ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงมียอดเงินไหลเข้าสุทธิ โดยภูมิภาคเอเชียโดดเด่นที่สุด มียอดเงินไหลเข้าสุทธิรวม 70 ตัน
ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำสำรองอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดซื้อสุทธิ 289 ตันในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อน และผลสำรวจของสภาทองคำโลกยังพบว่า 45% ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสำรวจมีแผนเพิ่มการถือครองทองคำในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
สภาทองคำโลกประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การลงทุนจะยังเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนอุปสงค์ทองคำ โดยเฉพาะในเอเชีย ขณะที่ความต้องการจากธนาคารกลางยังคงแข็งแกร่ง แม้อัตราการซื้ออาจชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา
![]()













