จากพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เคยมีพื้นที่ปลูกกว่า 40,000 ไร่ วันนี้ “กล้วยไข่กำแพงเพชร” กำลังเผชิญความท้าทาย หลังพื้นที่เพาะปลูกลดลงเหลือเพียง 513 ไร่ในปี 2566 ท่ามกลางการแข่งขันจากพืชเศรษฐกิจอื่น ปัญหาต้นทุนการผลิต และการขาดตลาดรับซื้อที่เป็นธรรม แต่ด้วยพลังความร่วมมือของนักวิจัย เกษตรกร ภาครัฐ และคนรุ่นใหม่ กำลังผลักดันให้กล้วยไข่กลับมาเป็นสินค้าเกษตรสร้างรายได้ พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกสู่ 3,000 ไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 350–500 ล้านบาทต่อปี
🍌 งานวิจัยพลิกวิกฤต เพิ่มผลผลิตต่อไร่กว่า 50%
จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูกล้วยไข่กำแพงเพชรเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2556 เมื่อทีมวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผศ.ดร.วิษณุ บัวเทศ ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร 20 ราย เพื่อพัฒนาระบบการผลิต ตั้งแต่การปรับปรุงดิน การจัดการแปลง การให้น้ำ ปุ๋ย และธาตุอาหารตามช่วงการเจริญเติบโต
ผลจากการนำองค์ความรู้วิจัยมาปรับใช้ช่วยเพิ่มน้ำหนักผลผลิตจากเดิม 4–5 กิโลกรัมต่อเครือ เป็น 7.5 กิโลกรัม และเพิ่มผลผลิตจาก 1.5 ตันต่อไร่ เป็น 2.3 ตันต่อไร่ พร้อมลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพให้สม่ำเสมอ
ขณะเดียวกัน ทีมวิจัยยังเร่งจำแนกสายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ ซึ่งมีเอกลักษณ์ด้านรสชาติหวานจัด กลิ่นหอมชัด เนื้อสัมผัสเหนียวหนึบ และมีจุดกระสีดำบนเปลือกเมื่อสุกงอม หรือ Sugar Spot เพื่อรักษาอัตลักษณ์สินค้าและป้องกันการปะปนกับกล้วยไข่จากแหล่งผลิตอื่น
🍌 ตั้งล้งตีนเต่า สร้างตลาดรับซื้อ ประกันราคาเกษตรกร
การขับเคลื่อนงานวิจัยนำไปสู่การจัดทำ “แผนพัฒนากล้วยไข่จังหวัดกำแพงเพชร ปี 2566–2570” ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะยาวฉบับแรกของจังหวัด พร้อมการรวมตัวของเกษตรกรจัดตั้ง “ล้งตีนเต่า” เป็นจุดรับซื้อกลาง ประกันราคาขั้นต่ำให้สมาชิกกิโลกรัมละ 16 บาท และบางช่วงเพิ่มเป็น 25 บาท
ต่อยอดสู่การจัดตั้งศูนย์รวบรวมและคัดเกรดผลผลิต พัฒนาโรงคัดแยกและบรรจุผลไม้สดตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยกระดับการผลิตจากกล้วยไข่ GI สู่มาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตลาดและขยายโอกาสทางการค้า
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือ “ธนาคารหน่อแท้” ที่รับซื้อหน่อพันธุ์จากสมาชิก เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยไข่กำแพงเพชรแท้ไม่ให้สูญหาย พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรรุ่นเก่ากับกลุ่ม Young Smart Farmer ถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่
🍌 เจาะตลาดพรีเมียม กิโลกรัมละ 90 บาท ลดต้นทุนปุ๋ย 80%
การพัฒนาตลาดมุ่งเน้นการผลิตกล้วยไข่อินทรีย์ที่มีตลาดรองรับ โดยสามารถส่งผลผลิตให้เครือข่ายโรงแรม 9 แห่งในกรุงเทพฯ ในราคากิโลกรัมละ 90 บาท ขณะที่ผลผลิตเกรดรองนำไปแปรรูปเป็นเบเกอรีและกล้วยทอดสุญญากาศ เพื่อเพิ่มมูลค่าและลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว
นอกจากนี้ ล้งตีนเต่ายังรับซื้อต้นกล้วยเหลือทิ้งในราคากิโลกรัมละ 50 สตางค์ นำมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยลดค่าใช้จ่ายปุ๋ยเคมีของกลุ่มจากปีละ 1 ล้านบาท เหลือเพียง 200,000 บาท สะท้อนแนวทางการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน
ด้านนายนพพล เทพประถม เกษตรกรผู้บุกเบิกการอนุรักษ์กล้วยไข่กำแพงเพชร และผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟื้นฟูกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ระบุว่า การนำงานวิจัยมาพัฒนาระบบการผลิตช่วยให้เกษตรกรทั้ง 20 รายมีมาตรฐานการดูแลแปลงที่ชัดเจน ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ และสามารถขยายตลาดสู่ห้างค้าปลีกระดับประเทศ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่จำหน่ายเพิ่มจากเดิมปีละ 30–40 ตัน เป็น 60–80 ตัน ภายในระยะเวลา 2 ปี
ขณะเดียวกันยังพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “กล้วยไข่หวีตีนเต่า” ซึ่งเป็นหวีสุดท้ายของเครือที่มีขนาดผลไม่สม่ำเสมอ นำมาสร้างเมนูแกงมัสมั่นกล้วยไข่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว พร้อมพัฒนากล้วยไข่ในน้ำเชื่อมเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าผลผลิตในอนาคต
🍌 เปลี่ยนวิธีคิดเกษตรกร จากปลูกสร้างหนี้ สู่สร้างกำไร
อาจารย์สุธิดา ทับทิมศรี จากสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มผลผลิต แต่ยังปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรให้รู้จักวางแผนการผลิตและบริหารจัดการทางการเงิน ผ่านการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีธุรกิจ
ผลลัพธ์ช่วยเพิ่มกำไรจากเดิมไร่ละ 2,000 กว่าบาท เป็น 17,500 บาท ลดการพึ่งพาเงินทุนจากนายทุน และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนชำระหนี้และดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น
เป้าหมายระยะต่อไปคือการสร้างชุมชนเกษตรกรที่มีรายได้มั่นคงอย่างน้อย 30,000 บาทต่อเดือน พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดอาชีพและต่อยอดธุรกิจเกษตรในบ้านเกิด
🍌 ตั้งเป้า 3,000 ไร่ ดันมูลค่ากล้วยไข่แตะ 500 ล้านบาทต่อปี
ผศ.ดร.วิษณุ บัวเทศ หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกล้วยไข่กำแพงเพชร 513 ไร่ หากจำหน่ายผลผลิตสดในราคากิโลกรัมละ 10 บาท จะสร้างมูลค่าประมาณ 11 ล้านบาท แต่หากยกระดับสู่มาตรฐาน GAP จะเพิ่มมูลค่าเป็น 18 ล้านบาท และหากพัฒนาเป็นกล้วยไข่อินทรีย์จะเพิ่มมูลค่าได้ถึง 53 ล้านบาท
สำหรับเป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกสู่ 3,000 ไร่ ตามแผนพัฒนาจังหวัด คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 350–500 ล้านบาทต่อปี โดยยังมีโอกาสขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นที่มีความต้องการกล้วยไข่ปีละ 8,000 ตัน หากสามารถเจาะตลาดได้ 20% จะสร้างรายได้กลับคืนสู่จังหวัดมากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
การฟื้นฟูกล้วยไข่กำแพงเพชรจึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่เป็นการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการพัฒนาผู้ประกอบการ การสร้างตลาด การเพิ่มรายได้ และการสืบทอดภูมิปัญญาเกษตรกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
โครงการดังกล่าวดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ภายใต้กรอบวิจัยการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการในพื้นที่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่น สนับสนุนโดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
![]()














