ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนา ตอกย้ำบทบาท “มากกว่าธนาคาร” ที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” มุ่งขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยตามแนวทาง “แกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture)” เชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยสู่ตลาดสากล
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นวันครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนา ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ จากจุดเริ่มต้นของการเป็นแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบของเกษตรกร สู่การขยายบทบาทในการส่งเสริมอาชีพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต เชื่อมโยงตลาด และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างครบวงจร ภายใต้เจตนารมณ์การเป็น “มากกว่าธนาคาร” ที่พร้อมเคียงข้างเกษตรกรและชุมชน
ตลอด 6 ทศวรรษ ธ.ก.ส. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละยุคสมัย โดยเริ่มจากการบุกเบิกสินเชื่อเพื่อการเกษตรในช่วงปี 2509–2519 เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ก่อนพัฒนารูปแบบสินเชื่อให้หลากหลายและเหมาะสมกับอาชีพเกษตรกรรมในทศวรรษที่ 2 พร้อมส่งเสริมสินเชื่อค้ำประกันร่วมกลุ่มสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ต่อมาในช่วงปี 2530–2539 ธ.ก.ส. ขยายบทบาทสู่การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรผ่านการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตและจำหน่ายผลผลิต ก่อนเดินหน้าส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและสร้างวินัยทางการเงินในช่วงปี 2540–2549 ผ่านโครงการบัญชีครัวเรือนและผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการออม
เข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ธ.ก.ส. ยกระดับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อสู่การเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม ควบคู่กับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวและการผลิตอาหารปลอดภัย
สำหรับทศวรรษที่ 6 ระหว่างปี 2560–2569 ธ.ก.ส. มุ่งยกระดับภาคเกษตรสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำแนวทางเศรษฐกิจ BCG Model มาใช้ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตให้แก่เกษตรกร ตลอดจนพัฒนาทายาทเกษตรกรสู่ Young Smart Farmer และยกระดับบริการทางการเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile
นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ธ.ก.ส. จะมุ่งขับเคลื่อนภารกิจตามวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” โดยต่อยอดบทบาทการเป็น “แกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture)” ภายใต้แนวคิด “ลูกค้าแข็งแรง ธนาคารแข็งแรง” มุ่งเสริมสร้างศักยภาพลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการตลาด เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรสามารถผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และสร้างรายได้อย่างมั่นคง
พร้อมกันนี้ ธ.ก.ส. ยังเดินหน้าบทบาท Market-maker ภายใต้กลยุทธ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล BAAC Matching ที่เชื่อมโยงการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่ เปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการเกษตรเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าโดยตรงจากร้านค้าผู้ประกอบการลูกค้า ธ.ก.ส. ผ่านเว็บไซต์ https://baacmatching.baac.or.th นอกจากนี้ ยังมี BAAC Outlet ณ สาขา ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชุมชนผ่านแนวคิด Small Local and Ecosystem กระตุ้นการบริโภคภายในท้องถิ่น สร้างการจ้างงานและโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นในชุมชน
ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับชุมชนธนาคารต้นไม้กว่า 6,800 ชุมชน ในการประเมินและจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส. ยังร่วมกับกรมธนารักษ์จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวเนื่องกับการก่อตั้งและการส่งเสริมพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ โดยเหรียญผลิตจากคิวโปรนิกเกิล ขนาด 3.2 เซนติเมตร ราคาหน้าเหรียญ 20 บาท จัดทำจำนวน 250,000 เหรียญ ด้านหลังมีข้อความ “60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” พร้อมตราสัญลักษณ์ ธ.ก.ส.
นายฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ ธ.ก.ส. ไม่ได้อยู่เพียงการเป็นแหล่งเงินทุน แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย โดยธนาคารพร้อมสานต่อเจตนารมณ์การเป็นแกนกลางการเกษตร เชื่อมโยงเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมศักยภาพเกษตรกรให้สามารถปรับตัวและแข่งขันได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป
![]()














