การเติบโตของปฏิบัติการอาชญากรรมทางไซเบอร์ในรูปการบริการ หรือ Cybercrime-as-a-Service (CaaS) รวมถึงการเกิดขึ้นของ Generative AI ทำให้ผู้ก่อภัยคุกคามมีตัวช่วยให้ทำงาน “ง่าย” ยิ่งขึ้นเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ที่ช่วยให้โจมตีได้ง่ายดายกว่าที่ผ่านมา ซึ่งการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเพิ่มความซับซ้อนในการโจมตีได้ดี ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถโจมตีโดยเจาะจงเป้าหมายได้มากขึ้นและปกปิดตัวตนได้ดีขึ้น โดยเป็นการออกแบบเพื่อให้สามารถหลบหลีกมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และดำเนินการได้คล่องตัวมากขึ้นด้วยการทำให้ยุทธวิธีในการโจมตีทั้งหมดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ องค์กรยังมีบทบาทสำคัญในการขัดขวางกระบวนการทำงานของกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ เริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมการป้องกันและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการโจมตี ด้วยการกำหนดให้การรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์เป็นหน้าที่ของทุกคน โดยนำแนวคิดริเริ่มต่างๆ เข้ามาใช้ ยกตัวอย่าง โปรแกรมการฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับองค์กรในองค์รวม รวมถึงกิจกรรมที่มุ่งเน้นมากขึ้น อาทิ การฝึกอบรมแบบ Tabletop Exercises สำหรับผู้บริหาร ที่จะเป็นการซักซ้อมเกี่ยวกับบทบาทและการตอบสนองของทีมในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึง การหาแนวทางในการลดช่องว่างของทักษะด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เช่น การหากลุ่มคนที่มีความสามารถใหม่ๆ เข้ามาทำในตำแหน่งงานที่ยังว่างอยู่ จะช่วยให้องค์กรเดินหน้ารับมือกับปัญหาเจ้าหน้าที่ด้าน IT และความปลอดภัยที่มีงานล้นมือ รวมถึงภาพรวมภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ การแบ่งปันข้อมูลด้านภัยคุกคามจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต เพราะนี่คือสิ่งที่จะช่วยให้เคลื่อนไหวในการป้องกันได้อย่างรวดเร็ว
![]()














