ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจจากหลากหลายปัจจัย ความเคลื่อนไหวด้านนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกากลายเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยคือประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก หรือมีการแข่งขันโดยตรงกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
ล่าสุดรัฐบาลไทยโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งออกมาตรการรองรับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ประคับประคองธุรกิจไทยให้ผ่านพ้นความไม่แน่นอน และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศไว้ในระยะยาว”
กลไกรัฐขยับ: แบงก์รัฐลดกำไรเพื่อช่วยธุรกิจ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 7 แห่ง ปรับเป้าหมายการดำเนินงาน โดยเฉพาะการลดกำไรจากธุรกิจ เพื่อจัดสรรงบประมาณและสภาพคล่องไปสู่โครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยตรง มาตรการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพักหนี้หรือเลื่อนชำระ แต่รวมถึงการ “อัดฉีด” เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเข้าสู่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างมีเป้าหมาย
7 สถาบันการเงินรัฐที่เข้าร่วมมาตรการ ได้แก่
ธนาคารออมสิน
ธ.ก.ส.
ธอส.
SME D Bank
EXIM Bank
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
บสย.
Soft Loan ใหม่: โฟกัสเฉพาะกลุ่มธุรกิจเปราะบาง
หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือโครงการสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 100,000 ล้านบาท จากธนาคารออมสิน ซึ่งมีการออกแบบกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ได้แก่
1. ธุรกิจส่งออกตลาดสหรัฐฯ
การเผชิญภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนและราคาสินค้าสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน จำเป็นต้องเข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนที่ต้นทุนต่ำเพื่อรักษาสภาพคล่อง
2. ธุรกิจ Supply Chain
การกระทบต่อผู้ผลิตรายใหญ่ยังส่งผลถึงซัพพลายเออร์รายย่อย ทำให้ธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตได้รับผลสะเทือนเช่นกัน การสนับสนุนสินเชื่อกลุ่มนี้จึงเป็นการประคองเศรษฐกิจในเชิงระบบ
3. ธุรกิจผู้ผลิตสินค้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูก
โดยเฉพาะจากประเทศคู่แข่งที่ไม่มีภาระภาษีจากสหรัฐฯ ผู้ผลิตไทยต้องลงทุนในประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุนในช่วงระยะสั้นถึงกลาง
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงินของรัฐในกลุ่มเกษตรกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่สามารถจ้างงานและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้อย่างมีนัย
ข้อควรจับตามอง: ความคาดหวัง VS ความเป็นจริง
แม้มาตรการภาครัฐครั้งนี้จะมีความตั้งใจดี และชัดเจนในเป้าหมายมากกว่าที่ผ่านมา แต่ยังมีหลายประเด็นที่ผู้ประกอบการควรติดตาม:
เกณฑ์การเข้าถึงสินเชื่อ: กลุ่มเป้าหมายที่ประกาศไว้อาจไม่ครอบคลุมทุกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และยังไม่ชัดเจนว่าผู้ประกอบการขนาดเล็กจะเข้าถึงได้จริงหรือไม่
ความรวดเร็วของกระบวนการ: หากการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อยังล่าช้าเหมือนที่ผ่านมา อาจไม่ทันต่อภาวะสภาพคล่องตึงตัวในระยะสั้น
การวัดผลที่เป็นรูปธรรม: จำเป็นต้องมีการติดตามประสิทธิภาพของมาตรการในเชิงผลลัพธ์ เช่น จำนวนธุรกิจที่รอดจากภาวะวิกฤต หรือการฟื้นตัวของการส่งออก
บทสรุป: ฟันเฟืองเล็กที่อาจเปลี่ยนทิศเศรษฐกิจไทย
มาตรการช่วยเหลือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของภาครัฐในการใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการอัดฉีดผ่านงบประมาณแผ่นดินโดยตรง การลดกำไรเพื่อเพิ่มงบช่วยเหลือผู้ประกอบการ นับเป็นนโยบายที่กล้าหาญและตรงเป้าในภาวะที่ประเทศยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทั้ง “ความชัดเจน” ในเกณฑ์ และ “ความเร็ว” ในการดำเนินการ เพราะในช่วงที่ผู้ประกอบการกำลังยืนอยู่บนขอบเหว สินเชื่อที่อนุมัติไม่ทันเวลา อาจไม่มีความหมาย
เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเป็นเช่นไร ยังขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงนโยบาย ให้กลายเป็นแรงส่งเชิงปฏิบัติที่แท้จริงได้มากเพียงใด
![]()














