กรุงเทพฯ – หอการค้าไทย-จีนเปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นประจำไตรมาส 3/2568 พบภาคธุรกิจยังคงมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยร้อยละ 52 ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่า GDP ของไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5–1.8% เท่านั้น ขณะที่ร้อยละ 26.5 คาดว่าอาจต่ำกว่าร้อยละ 1.5
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน ระบุว่า ผลการสำรวจครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–20 มิถุนายน 2568 โดยมีกลุ่มตัวอย่างรวม 480 ราย ซึ่งเป็นผู้บริหารในหอการค้าไทย-จีน นักธุรกิจรุ่นใหม่ และผู้แทนสมาคมสมาชิกในสหพันธ์ฯ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่น คือ นโยบายขึ้นภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มประกาศตั้งแต่ 2 เม.ย. 2568 โดยมีจีนเป็นเป้าหมายหลัก แต่ไทยก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้วย โดยผู้ตอบแบบสอบถามถึงร้อยละ 39 มองว่ามาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบมากกว่าช่วงโควิด-19 เสียอีก และร้อยละ 45 ระบุว่า การค้าขายของตนได้รับผลกระทบอย่างมากแล้วในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อการที่สินค้าจีนจะถูกระบายเข้ามาในไทยมากขึ้นหลังไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ ขณะที่ไทยอาจกลายเป็นเป้าหมายทางการค้าของสหรัฐ หากถูกมองว่าเป็นฐานการผลิตของจีน
ในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย กลับพบว่านักท่องเที่ยวจีนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 ลดลงกว่า 32.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ภาคเอกชนร้อยละ 54 เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวครึ่งปีหลังจะลดลงต่อเนื่อง
ข้อเสนอจากภาคธุรกิจไทย-จีนถึงรัฐบาลไทย คือ ควรเร่งเดินหน้า 2 มาตรการหลัก ได้แก่
1. กระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น
2. หาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อทดแทนตลาดที่ถูกกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันควรเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบ โดยเสนอให้ไทยลดภาษีสินค้าบางรายการที่สหรัฐต้องการ เช่น ถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงออกมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษี
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์การส่งออกไปจีนยังเติบโต โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทย–จีนขยายตัว 18.69% แต่ไทยยังขาดดุลการค้าอยู่ถึง 0.799 ล้านล้านบาท
![]()














