ประชาชน–นักท่องเที่ยวแห่ร่วมงานทะลุ 100,000 คน
เดินหน้ายกระดับน่านสู่เมืองวัฒนธรรมน่าเที่ยว สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนในอนาคต
จังหวัดน่าน ประกาศความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากการจัดงาน “น่าน The Legacy of Love : น่าน ศรีนคราพื้นฟ้า สิเนหาสถิตในแผ่นดิน ถิ่นแห่งพระมหากรุณาธิคุณนิรันดร์” งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29–31 ธันวาคม 2568 โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานรวมกว่า 100,000 คน สร้างบรรยากาศคึกคักตลอดช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า งานดังกล่าวถือเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ของจังหวัดน่านเป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด NAN : THE LEGACY OF LOVE เพื่อสืบสานคุณค่าทางประเพณีและวัฒนธรรม พร้อมเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นดั่ง “พระแม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อพสกนิกร ผ่านงานศิลปาชีพและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณยังคงสถิตอยู่ในหัวใจชาวน่านอย่างมิรู้เลือน
จากข้อมูลการเข้าร่วมงาน พบว่าผู้ร่วมงานกว่า 70% เป็นประชาชนในจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่อีก 30% เป็นนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัด ที่เดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ศิลปวัฒนธรรมล้านนา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่น และความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่
ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายโซน อาทิ
โซน “เงาฮักแห่งวันวาน” การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลาดล้านนาโบราณและอาหารพื้นเมือง
นิทรรศการ “Gallery ฮักน่าน” ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจฯ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินจังหวัดน่าน
การแสดงดนตรีในสวน ระบำล้านนาร่วมสมัยชุด “เจ้าพระญาผานอง”
ไฮไลต์ “Naga Spotlight” ประติมากรรมโคมพญานาค 8 องค์ ทอดยาวกว่า 888 เมตร
และการแสดงพลุผสานโดรนสุดตระการตา ในคืนเคานต์ดาวน์ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงเวลา 00.15 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569
ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานครั้งประวัติศาสตร์นี้ พร้อมระบุว่า ความสำเร็จของงานไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดน่านในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท และเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
![]()













