กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์วันที่ 19–23 มกราคม 2569 ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.70–31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดแข็งค่าที่ 31.21 บาทต่อดอลลาร์ โดยซื้อขายในช่วง 30.89–31.43 บาทต่อดอลลาร์ และแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 5 ปี
ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักทั่วโลก แม้จะมีการฟื้นตัวระหว่างสัปดาห์ จากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยุติการขู่ใช้กำลังทางทหารเพื่อเข้าควบคุมเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงระงับแผนการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศสมาชิก NATO เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ภายหลังการพบปะกับเลขาธิการ NATO ซึ่งผู้นำสหรัฐฯแสดงมุมมองเชิงบวกต่อกรอบข้อตกลงในอนาคต แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และอาจปรับขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการควบคุมหรือจัดซื้อกรีนแลนด์ได้
ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% ส่งผลให้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวผันผวนสูง ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงปลายสัปดาห์ โดยนักลงทุนในตลาดเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงค่าเงิน
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ พบว่านักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 1,348 ล้านบาท และ พันธบัตรไทย 1,504 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% ในการประชุมวันที่ 28 มกราคม หลังข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังมีแรงส่งเชิงบวก ส่งผลให้ตลาดประเมินว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนมิถุนายน ภายใต้ประธานเฟดคนใหม่
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น และความกังวลต่อการแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่น รวมถึงความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯอาจเผชิญภาวะ Government Shutdown อีกครั้งในวันที่ 31 มกราคม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้แรงขายเงินดอลลาร์ยังคงมีต่อเนื่อง
ด้านเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า การส่งออกเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัว 16.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ได้แรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยการส่งออกไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้นสูงถึง 54.3% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 18.8%
ภาพรวมทั้งปี 2568 การส่งออกไทยเติบโต 12.9% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5.3 พันล้านดอลลาร์ โดยภาครัฐประเมินว่า ในกรณีฐาน มูลค่าส่งออกปี 2569 อาจหดตัว 1% สะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
![]()














