ท่ามกลางฉากหลังของเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดอกเบี้ยที่ผันผวน และความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน มีไม่กี่ธุรกิจที่ยังสามารถ “เติบโตได้อย่างมั่นคง” และหนึ่งในนั้นคือ กลุ่มบริษัทเอไอเอ (AIA Group) ที่เพิ่งประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 พร้อมสร้างสถิติสูงสุดใหม่ในหลายมิติ
ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดคือ “มูลค่าธุรกิจใหม่” หรือ VONB ที่เพิ่มขึ้นถึง 15% แตะระดับ 5,516 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนมากกว่ายอดขาย แต่คือคุณภาพของรายได้ในอนาคตของบริษัท เพราะในธุรกิจประกันชีวิต สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่ขายได้มาก แต่ต้องขาย “อย่างมีคุณภาพ” ให้สามารถสร้างกำไรระยะยาวได้จริง
ภาพของการเติบโตครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากการเร่งขยายตัวแบบฉาบฉวย หากแต่เป็นผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างมีวินัย ทั้งการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ การบริหารพอร์ตลูกค้า และการเน้นสินค้าที่ใช้เงินทุนน้อยลง แต่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ AIA สามารถสร้างการเติบโตที่ “ยั่งยืน” มากกว่าการเติบโตแบบเร่งตัวในระยะสั้น
ในด้านกำไร บริษัททำกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ได้ถึง 7,136 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12% ต่อหุ้น พร้อมกับอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 15.5% ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมประกันชีวิต ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า AIA ไม่เพียงเติบโต แต่ยังสามารถรักษาคุณภาพของกำไรและประสิทธิภาพในการใช้ทุนได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ทำให้ AIA แตกต่างอย่างชัดเจน คือ “ความแข็งแกร่งด้านเงินทุน” ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างส่วนเพิ่มของเงินกองทุนส่วนเกิน (UFSG) ได้ถึง 6,765 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% ต่อหุ้น ขณะที่เงินกองทุนส่วนเกินสุทธิเติบโต 14% และยังคงรักษาอัตราส่วนเงินทุนผู้ถือหุ้นในระดับสูงถึง 221% ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความมั่นคงทางการเงิน แต่คือ “กันชน” สำคัญในโลกที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ความแข็งแกร่งดังกล่าวยังสะท้อนผ่านนโยบายการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น เมื่อบริษัทประกาศเพิ่มเงินปันผล 10% และเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อศักยภาพของธุรกิจในระยะยาว เพราะบริษัทจะไม่ตัดสินใจคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น หากไม่มั่นใจว่ามีฐานะการเงินที่แข็งแรงเพียงพอ
ในมุมของภาพใหญ่ AIA ยังคงมองว่า “เอเชีย” คือภูมิภาคแห่งโอกาสสำหรับธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ ด้วยปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้าง ทั้งการเติบโตของชนชั้นกลาง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความต้องการความคุ้มครองด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเข้าถึงประกันในหลายประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ตลาดยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่การเติบโตของ AIA แต่คือ “วิธีคิด” ที่อยู่เบื้องหลัง ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนว่า อุตสาหกรรมประกันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันว่าใครโตเร็วที่สุด แต่แข่งขันกันว่าใครสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า ใช้เงินทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า และสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพมากกว่า
การเติบโตของ AIA ในปี 2568 จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของบริษัทหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของทิศทางใหม่ในโลกธุรกิจ ที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ และองค์กรที่จะอยู่รอดได้ ไม่ใช่องค์กรที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่คือองค์กรที่ “เข้าใจและอยู่กับความเสี่ยงได้อย่างชาญฉลาด”
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยแรงส่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง AIA กำลังย้ำให้เห็นว่า ในโลกที่ผันผวน ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “โครงสร้าง ความมีวินัย และความสามารถในการปรับตัว” ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว
![]()













