กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่บุกตรวจค้น 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทลายเครือข่ายธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ผิดกฎหมาย พร้อมอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ทั้งเงินสดกว่า 65 ล้านบาท รถหรู ทองคำ นาฬิกาหรู กระเป๋าแบรนด์เนม และสินทรัพย์ดิจิทัล หลังพบพฤติการณ์ชักชวนประชาชนลงทุนผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างความเสียหายแก่ผู้ลงทุนจำนวนมาก
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงผลการปฏิบัติการปราบปรามเครือข่าย Forex ผิดกฎหมาย หลังการสืบสวนพบกระแสเงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลเชื่อมโยงกับธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และได้รับการยืนยันจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ไม่มีผู้ประกอบธุรกิจ Forex รายใดได้รับอนุญาตให้ดำเนินกิจการในประเทศไทยอย่างถูกต้อง
DSI ระบุว่า มีผู้เสียหายจำนวนมากร้องเรียนว่าได้รับความเสียหายจากโบรกเกอร์ Forex หลายราย รวมถึงเครือข่ายผู้แนะนำการลงทุน หรือ Introducing Broker (IB) ที่ใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อผ่านโซเชียลมีเดีย โชว์รถหรู บ้านหรู ท่องเที่ยวต่างประเทศ และผลตอบแทนการลงทุนสูงเกินจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจให้ประชาชนนำเงินมาลงทุน
จากการสืบสวนขยายผล พบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายกลุ่ม ทั้งนักการเมือง อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง และบุคคลในวงการบันเทิง ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับธุรกิจรับชำระเงิน การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน รวมถึงการส่งเสริมโบรกเกอร์ต่างประเทศที่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา DSI สนธิกำลังร่วมกับตำรวจไซเบอร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าตรวจค้นบริษัทและบ้านพักผู้เกี่ยวข้องรวม 24 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
ผลการตรวจค้นสามารถตรวจยึดทรัพย์สินจำนวนมาก ประกอบด้วย รถยนต์หรู 5 คัน รถยนต์ทั่วไป 15 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน เงินสด 65.27 ล้านบาท ทองคำแท่งและทองรูปพรรณรวมประมาณ 50 บาท กระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 40 ใบ นาฬิกาหรู 113 เรือน เงินแท่งหนักรวม 12 กิโลกรัม เงินตราต่างประเทศกว่า 600,000 บาท อาวุธปืน 3 กระบอก คอมพิวเตอร์ 55 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง และ Hardware Wallet สำหรับเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล
ที่น่าตกใจคือ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานที่อาจบ่งชี้ถึงการแทรกแซงระบบการซื้อขาย เช่น การควบคุมราคา การหน่วงเวลา การล็อกคำสั่งซื้อขาย และการทำให้ระบบขัดข้อง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ทางเทคนิคเพิ่มเติม หากยืนยันได้ อาจเข้าข่ายการฉ้อโกงและทุจริตต่อผู้ลงทุนโดยตรง
เบื้องต้น พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ทั้งความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343
DSI ยืนยันจะเร่งขยายผลเส้นทางการเงิน ติดตามทรัพย์สิน และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างถึงที่สุด พร้อมเตือนประชาชนให้ตรวจสอบสถานะการได้รับอนุญาตของผู้ประกอบธุรกิจการลงทุนทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงทางการเงินที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน
![]()















