วันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เดินหน้า “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติ หลังประเทศไทยได้รับอนุมัติเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) จำนวน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศไทย จากการมุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ไปสู่การพัฒนาที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาการอยู่อาศัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของโครงการ คือการพัฒนามาตรฐานและระบบฉลาก “บ้านเขียวเบอร์ 5” สำหรับที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและแนวสูง รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลเทคโนโลยีและมาตรการประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดและขยายผลสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคต
โครงการยังมุ่งให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยจะศึกษากลไกทางการเงินเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบ้านประหยัดพลังงาน รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และพัฒนาแนวทางเงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อรองรับการขยายผล
นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการเกิดจากความร่วมมือระหว่าง กคช. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการจัดทำและยื่นข้อเสนอต่อ GEF รอบที่ 7 (GEF7) ผ่าน UNEP ในฐานะ GEF Agency โดยได้รับอนุมัติเงินสนับสนุน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ และได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะหน่วยงานร่วมบริหารโครงการ
สำหรับการดำเนินงาน กคช. เตรียมพื้นที่นำร่องในโครงการอาคารเช่า 7 โครงการ รวม 1,373 หน่วย โดยนำเทคโนโลยีและวัสดุเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานมาใช้ อาทิ Solar Cell สำหรับระบบส่วนกลางและระบบไฟฟ้าของโรงบำบัดน้ำเสีย หลังคา Double Roof ผนังอิฐมวลเบา และกระจกเขียวตัดแสง
โครงการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และขยายผลไปยังโครงการที่อยู่อาศัยของ กคช. รวมถึงตลาดที่อยู่อาศัยภายนอก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมได้อีกประมาณ 1.25 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
นายทวีพงษ์กล่าวว่า พื้นที่นำร่อง 7 โครงการ 1,373 หน่วย จะเป็นพื้นที่สำหรับทดสอบและต่อยอดองค์ความรู้ มาตรฐาน และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบที่สามารถนำไปใช้จริงและขยายผลได้ในวงกว้าง โดยมีเป้าหมายให้บ้านประหยัดพลังงานเป็นมาตรฐานการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ในอนาคต#การเคหะแห่งชาติ
![]()














