กรุงเทพฯ ประเทศไทย 14 ตุลาคม 2569 – การ์ทเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีระดับโลก เปิดเผย 4 เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดอนาคตการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่าองค์กรต้องปรับกลยุทธ์จากการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและทดแทนแรงงาน มาเป็นการเสริมศักยภาพบุคลากร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2572 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า พนักงานประมาณ 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาใช้ทดแทนแรงงาน จะได้รับการจ้างกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้องค์กรมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถ องค์ความรู้ภายในองค์กร และกระบวนการพัฒนาบุคลากรที่สั่งสมมา
โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ความเข้าใจผิดครั้งสำคัญขององค์กรในช่วงเริ่มต้นนำ AI มาใช้ คือการมองว่าเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้คือการทำงานแทนมนุษย์ ทั้งที่โอกาสที่แท้จริงอยู่ที่การนำ AI มาเสริมศักยภาพทีมงาน ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ และลดข้อจำกัดของกระบวนการทำงานแบบเดิม เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและขีดความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจ
การลดจำนวนพนักงานอาจช่วยเพิ่มผลกำไรในระยะสั้น แต่หากดำเนินการมากเกินไป องค์กรอาจสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพและความรู้เฉพาะทาง ขณะที่กำลังแรงงานทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตช้าลง ส่งผลให้การแข่งขันแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการรุนแรงขึ้น และเพิ่มต้นทุนการสรรหา ฝึกอบรม และรับพนักงานใหม่ในอนาคต
การ์ทเนอร์จึงเสนอแนวทาง Talent Remix หรือการปรับสัดส่วนบุคลากร โดยใช้ AI ช่วยปรับบทบาทและโยกย้ายพนักงานจากงานที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำไปสู่งานที่มีศักยภาพสูงกว่า แทนการมุ่งลดจำนวนพนักงานเพียงอย่างเดียว
รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ระบุว่า เมื่อการลงทุน AI ในระยะแรกเริ่มเข้าสู่ช่วง Trough of Disillusionment หรือช่วงที่ความคาดหวังและกระแสความนิยมลดลง ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจะเปลี่ยนจากการเลือกใช้เทคโนโลยี ไปสู่การนำ AI มาเพิ่มศักยภาพด้านความคิด การตัดสินใจ ความเชี่ยวชาญ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
**4 เทรนด์สำคัญกำหนดอนาคตการทำงานยุค AI**
**1. สร้างความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงาน**
องค์กรต้องพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกับ AI ให้ลึกซึ้งกว่าการใช้เป็นเครื่องมืออัตโนมัติ โดยมุ่งเสริมความสามารถด้านการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และการตัดสินใจของพนักงาน พร้อมรักษาความรับผิดชอบต่อผลงานไว้กับมนุษย์ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ AI Toolmate, AI Avatar of the Employee, Employee Digital Twin และ Emotion AI
**2. พัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับ AI โดยเน้นการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง**
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะและความสามารถในการปรับตัวของพนักงาน ไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้งาน โดยควรส่งเสริมความรู้พื้นฐานด้าน AI (AI Literacy) ความคล่องแคล่วทางดิจิทัล (Digital Dexterity) การบริหารจัดการทักษะ และการทำงานร่วมกันข้ามสายงาน รวมถึงยกระดับความเชี่ยวชาญด้าน AI ของผู้บริหาร
**3. รักษาความเข้าใจบริบทและวิจารณญาณของมนุษย์**
เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการธุรกิจมากขึ้น องค์กรต้องป้องกันการสูญเสียความรู้สะสมและความเข้าใจเบื้องหลังการทำงาน โดยออกแบบระบบที่ช่วยเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ ควบคู่กับการกำกับดูแลโดยมนุษย์ เพื่อให้พนักงานเข้าใจทั้งวิธีปฏิบัติและเหตุผลของกระบวนการอย่างแท้จริง เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Conversational User Interfaces, Decision Intelligence Platforms และ Generative UI
**4. สร้างรากฐาน AI เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว**
ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้เท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้การประยุกต์ใช้ AI ในแต่ละกรณีรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมนำผลประโยชน์ที่ได้รับกลับไปลงทุนต่อยอดด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัย และการยกระดับทักษะแรงงาน
การ์ทเนอร์คาดการณ์เพิ่มเติมว่า ภายในปี 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นเฉพาะการใช้ AI เพื่อลดต้นทุน จะเสียเปรียบคู่แข่งที่นำผลประโยชน์ดังกล่าวไปลงทุนต่อในด้านนวัตกรรมและการพัฒนาศักยภาพองค์กร โดยเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ AI-powered Wearables, Domain-specific GenAI Models, Embodied AI และ Vibe Coding
การ์ทเนอร์เน้นย้ำว่า องค์กรที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพกับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญของอนาคตการทำงานไม่ใช่การเลือกว่าจะใช้ AI หรือมนุษย์ แต่คือการออกแบบให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น
![]()














