วิกฤตพลังงานกำลังกดดันระบบเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก หลัง สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ออกมาเตือนว่า ต้นทุนน้ำมันในภาคขนส่ง (Fleet) พุ่งสูงถึง 38–39 บาทต่อลิตร สวนทางมาตรการตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มของภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ และเริ่มกระทบต่อเสถียรภาพของระบบโลจิสติกส์ทั้งประเทศ
สหพันธ์ฯ ชี้ว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงภาระของผู้ประกอบการขนส่ง แต่กำลังลุกลามเป็น วิกฤตเชิงโครงสร้าง ที่กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และภาคการค้าทั่วประเทศ เนื่องจากระบบขนส่งถือเป็น “เส้นเลือดหลัก” ของเศรษฐกิจไทย
สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนชัดว่า ประสิทธิภาพการขนส่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมใช้เวลาเพียง 2 วันต่อรอบ ปัจจุบันยืดเยื้อเป็น 3–4 วันต่อรอบ จากปัญหาน้ำมันขาดแคลนและต้นทุนที่พุ่งสูง ส่งผลให้การกระจายสินค้าล่าช้า ต้นทุนสะสมเพิ่มขึ้น และเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าในตลาด
ขณะเดียวกัน ภาพประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันในหลายพื้นที่ยิ่งตอกย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และกำลังสร้างความตื่นตระหนกในวงกว้าง
ในมุมของผู้ประกอบการ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยได้ออกมาวิพากษ์การบริหารของภาครัฐอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าแนวทางแก้ปัญหาในปัจจุบันมีลักษณะ “หน่อมแน้ม” ขาดประสิทธิภาพ และไม่สามารถจัดการกับต้นเหตุของปัญหาได้อย่างแท้จริง
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐยังมีแนวโน้ม “โทษชาวบ้าน” หรือปัจจัยภายนอก มากกว่าการยอมรับข้อบกพร่องของการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ สหพันธ์ฯ ย้ำว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเป็นเพียง กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตามกฎหมาย เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนที่ “ใหญ่หลวงมาก” ต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการสร้างความเป็นธรรมด้านราคาพลังงาน
หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการเตือนว่า ระบบขนส่งของประเทศมีความเสี่ยงชะงักงัน ซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วน และสุดท้ายภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนในรูปของค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
![]()













