กรุงเทพฯ 31 กรกฎาคม 2569 – ตลาดบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) ของไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดในปี 2568 ราว 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยับเป็นประมาณ 49,000 ล้านบาทภายในปี 2572 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจแพลตฟอร์มเตือนว่า ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ตลาดกำลังเผชิญความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของผู้ประกอบการ ซึ่งอาจนำไปสู่การผูกขาดและส่งผลกระทบต่อทั้งผู้โดยสาร ผู้ขับขี่ และโครงสร้างการแข่งขันในระยะยาว
ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 ประเทศไทยมีแพลตฟอร์มเรียกรถที่ได้รับใบอนุญาต 7 ราย ได้แก่ Grab, inDrive, LINE MAN, Maxim, Lalamove, TADA และ Fingogo ขณะที่ Bolt อยู่ระหว่างการต่ออายุใบอนุญาต
อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัย ISSIE นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการ Fairwork Thailand เปิดเผยว่า แม้ตลาดจะยังมีผู้เล่นหลายราย แต่แนวโน้มกำลังเคลื่อนไปสู่การมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของธุรกิจแพลตฟอร์มที่ได้รับอิทธิพลจาก Network Effect หรือยิ่งมีผู้ใช้มาก ยิ่งดึงดูดทั้งผู้โดยสารและคนขับเข้าสู่ระบบมากขึ้น
เขาประเมินว่า ปัจจุบัน Grab และ Bolt มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบทั้งหมด โดย Grab มีสัดส่วนราว 45-50% ส่วน Bolt อยู่ที่ประมาณ 45% ขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นแบ่งส่วนตลาดที่เหลือเพียงเล็กน้อย หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป ตลาดอาจเปลี่ยนสู่โครงสร้างผู้เล่นน้อยราย (Oligopoly) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจกำหนดค่าโดยสาร ค่าคอมมิชชัน โบนัส และอัลกอริทึมการจัดสรรงานมากขึ้น
สำหรับผู้โดยสาร ความเสี่ยงสำคัญคือ ค่าโดยสารที่อาจสูงขึ้นเมื่อการแข่งขันลดลง รวมถึงแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพบริการ มาตรฐานความปลอดภัย และการดูแลข้อร้องเรียนที่อาจลดลง เพราะผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง
ด้านผู้ขับขี่ อาจต้องเผชิญกับการปรับขึ้นค่าคอมมิชชัน การลดโบนัส การเปลี่ยนเงื่อนไขการรับงาน หรือการปรับอัลกอริทึมโดยไม่มีอำนาจต่อรอง ขณะที่การย้ายไปแพลตฟอร์มอื่นก็ทำได้ยาก หากผู้ให้บริการรายใหญ่ครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ สงครามราคา (Price War) ผ่านการอุดหนุนค่าโดยสาร (Price Subsidization) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยขยายฐานผู้ใช้อย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าราคาที่ต่ำผิดปกติเป็นราคาปกติของตลาด ทั้งที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เมื่อเงินลงทุนลดลงและแพลตฟอร์มจำเป็นต้องปรับราคากลับสู่ระดับที่ยั่งยืน ผู้บริโภคอาจรู้สึกว่าราคาปรับขึ้นอย่างมาก ขณะที่ผู้ขับขี่ก็อาจได้รับผลกระทบจากการลดรายได้หรือปรับโครงสร้างค่าตอบแทน
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การทำโปรโมชั่นระยะสั้นเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันทางธุรกิจ แต่การตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนเป็นเวลานานอาจเข้าข่ายพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ออกแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาพฤติกรรมของแพลตฟอร์มดิจิทัลหลายด้านตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 โดยจะพิจารณาปัจจัยทั้งระยะเวลาการดำเนินนโยบาย ผลกระทบต่อการแข่งขัน และโอกาสในการชดเชยผลขาดทุนในอนาคต
ในด้านการกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กขค., สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมการขนส่งทางบก (DLT) ทำงานร่วมกันในการติดตามส่วนแบ่งตลาด ค่าโดยสาร ค่าคอมมิชชัน โบนัส และสภาพการทำงานของผู้ขับขี่อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลอุตสาหกรรมในรูปแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการผูกขาดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา ETDA ได้บังคับใช้ข้อกำหนดใหม่สำหรับแพลตฟอร์มเรียกรถ กำหนดให้ตรวจสอบใบอนุญาตผู้ขับขี่ การจดทะเบียนรถ การยืนยันตัวตน ระบบแสดงค่าโดยสารที่โปร่งใส ระบบติดตาม GPS และช่องทางช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของบริการ
อรรคณัฐทิ้งท้ายว่า การแข่งขันที่ยั่งยืนไม่ควรพึ่งพาเพียงการลดราคา แต่ต้องอาศัยกติกาที่เป็นธรรมและการมีผู้เล่นหลายรายที่แข่งขันได้จริง เพราะ “การเดินทางฟรีหรือค่าโดยสารที่ถูกเกินจริงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป” และสิทธิในการเลือกใช้บริการจากหลายแพลตฟอร์มคือหัวใจสำคัญของการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้โดยสาร ผู้ขับขี่ และการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
![]()















