สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปยังอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมีทั่วโลก หลังโครงสร้างพื้นฐานและโรงงานผลิตในหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนทำให้กำลังการผลิตปิโตรเคมีของโลกหายไปแล้วประมาณ 20%
ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC เปิดเผยว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นในหลายจุด โดยเฉพาะในอิหร่านและภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขนาดใหญ่จำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ บางแห่งต้องหยุดการผลิตแบบไม่มีกำหนด
เขาระบุว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงงานปิโตรเคมี แต่ลุกลามไปถึงแหล่งขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่น และระบบขนส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกดดันต้นทุนการผลิตทั่วโลก
พร้อมกันนี้ ประเมินว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลายลง การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมจะไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยหากความเสียหายอยู่ในระดับปานกลาง อาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี แต่หากต้องสร้างโรงงานใหม่ อาจใช้เวลานานถึง 2 ปี
“แม้สงครามยุติ โครงสร้างต้นทุนของโลกก็จะไม่เหมือนเดิม” ศักดิ์ชัยกล่าว
ด้านการรับมือ SCGC ได้เร่งปรับกลยุทธ์ โดยมุ่งหาแหล่งวัตถุดิบจากนอกพื้นที่เสี่ยง หรือ Non-Hormuz แม้มีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์อย่างเข้มงวด ท่ามกลางความซับซ้อนของระบบขนส่งพลังงาน
ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทย ล่าสุดสามารถนำเข้าวัตถุดิบล็อตสำคัญได้สำเร็จ โดยมีเรือขนส่งประมาณ 55,000 ตันทยอยเข้าสู่ประเทศ ช่วยบรรเทาความตึงตัวในระยะสั้น
ผู้บริหาร SCGC ย้ำว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมและผู้บริโภคในประเทศจะไม่เผชิญภาวะขาดแคลน แม้ต้นทุนจะเพิ่มสูงขึ้น
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนชัดว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีคือ “ต้นน้ำของเศรษฐกิจโลก” และหากเกิดการสะดุด จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบ ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงชีวิตประจำวันของผู้คน
ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การกระจายแหล่งวัตถุดิบ และการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน จะกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
![]()













