แม้โลกจะเผชิญความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวน เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย แต่กรณีของอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า “ปัจจัยภายในประเทศ” อาจเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าปัจจัยภายนอก
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงอย่างหนัก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาค แม้เศรษฐกิจมหภาคของประเทศยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต โดยจีดีพียังคงเติบโต อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และหนี้สาธารณะยังไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน คือ การเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งการผลักดันนโยบายสวัสดิการ การลงทุนผ่านกองทุนของรัฐ และการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความเป็นอิสระของสถาบันทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง แต่เริ่มสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่งปรับลดมุมมอง (Outlook) ของประเทศ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างตลาดทุน ทั้งสภาพคล่อง ระดับ Free Float ความโปร่งใสของข้อมูล และความสะดวกในการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งล้วนส่งผลให้เมื่อตลาดเผชิญแรงกดดัน นักลงทุนต่างชาติเลือกถอนการลงทุนได้รวดเร็วกว่าในหลายประเทศ
บทเรียนจากอินโดนีเซียจึงสะท้อนว่า ความแข็งแกร่งของตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากประเทศขาดความเชื่อมั่นด้านนโยบายและธรรมาภิบาล เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญไม่แพ้การเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ ความโปร่งใส ความต่อเนื่องของนโยบาย ความรับผิดชอบของภาครัฐ และความเป็นอิสระของสถาบันต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเงินทุนและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
![]()














