แนวโน้มและกลยุทธ์ของ TTB ในปี 2568: การเติบโตและการบริหารส่วนทุนเพื่อสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น
ในปี 2568 ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ได้เดินหน้ากลยุทธ์การบริหารส่วนทุนที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 60% ของกำไรสุทธิจาก 55% ในปีก่อนหน้า พร้อมทั้งโครงการซื้อหุ้นคืนและการขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงแนวทางการเติบโตของธนาคารในปีนี้
การเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล: สัญญาณบวกสำหรับผู้ถือหุ้น
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ TTB คือการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลเป็น 60% ของกำไรสุทธิ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ การปรับเพิ่มนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนที่มั่นคง โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงของกลุ่มอุตสาหกรรม
การเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลแสดงให้เห็นว่า TTB มีความมั่นใจในศักยภาพทางการเงินของตนเอง และสามารถรักษาผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนระยะยาว
การซื้อหุ้นคืน: เพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE)
นอกจากการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้นแล้ว TTB ยังมีแผนซื้อหุ้นคืนภายใต้วงเงิน 21,000 ล้านบาทในระยะ 3 ปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Return on Equity – ROE) โดยการลดจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาด ทำให้กำไรต่อหุ้น (Earnings per Share – EPS) เพิ่มขึ้น และช่วยให้ราคาหุ้นมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
การขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการ
TTB ไม่เพียงแต่เน้นสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในระยะสั้น แต่ยังมีการวางแผนขยายธุรกิจในระยะยาวผ่านกลยุทธ์ Inorganic Growth โดยธนาคารกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบกิจการ (Due Diligence) เพื่อพิจารณาการเข้าซื้อบริษัท ที ลิสซิ่ง และบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของ TTB ในด้านสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ครบวงจร
การเข้าซื้อกิจการเหล่านี้จะช่วยให้ธนาคารสามารถขยายฐานลูกค้าและพอร์ตสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ Ecosystem ของธนาคารที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร
การเติบโตทางธุรกิจท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย
แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย TTB ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนทั้งในด้านต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนความเสี่ยง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 19.3% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ที่ 12% แสดงถึงความมั่นคงทางการเงินของธนาคารในระยะยาว
สรุป: การเติบโตอย่างมั่นคงเพื่อผู้ถือหุ้น
จากกลยุทธ์ที่ TTB วางแผนไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล โครงการซื้อหุ้นคืน และการขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน โดยธนาคารมีความพร้อมทั้งในด้านเงินทุนและแผนการดำเนินงานเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
นักลงทุนควรจับตาดูพัฒนาการของ TTB อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแผนการซื้อหุ้นคืนและการเข้าซื้อกิจการที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าหุ้นและผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นในอนาคต
![]()














