ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 26,280 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 260 ล้านบาท หรือราว 0.98% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเอกชน การท่องเที่ยว และการส่งออกที่เริ่มหดตัวลงหลังเติบโตสูงในครึ่งปีแรก ขณะที่อัตราภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าไทย ส่งผลให้ภาคการลงทุนได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3+1 และเน้นการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงการดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการสนับสนุนมาตรการรัฐ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และการส่งผ่านต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง เพื่อช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ในไตรมาส 2/2568 ธนาคารและบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 12,488 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน 1,303 ล้านบาท หรือ 9.45% หลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามภาวะตลาด และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยลูกค้า โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.31% แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 1.95% จากธุรกิจประกันและการลงทุน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไตรมาสนี้อยู่ที่ 20,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.75% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการตลาด แต่เมื่อเทียบกับปีก่อน กลับลดลง 1.68% สะท้อนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารยังคงตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ที่ระดับ 10,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามหลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 70,080 ล้านบาท ลดลง 6.95% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 9.55% จากกำไรเครื่องมือทางการเงินและค่าธรรมเนียมบริการ ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานรวมลดลง 0.86% ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 41.82% และการตั้งสำรอง ECL รวมทั้งสิ้น 19,868 ล้านบาท
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 4.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.78% จากปลายปี 2567 หลักจากเงินลงทุนสุทธิ ขณะที่สินเชื่อสุทธิลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์ ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้เสีย (NPL gross) อยู่ที่ 3.18% และ Coverage ratio เพิ่มขึ้นเป็น 162.77%
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตาม Basel III อยู่ที่ระดับแข็งแกร่งที่ 20.66% สะท้อนความมั่นคงของธนาคารในการเผชิญความท้าทายของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศในระยะต่อไป
![]()













