วิจัยกรุงศรีประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปีนี้ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศหลัก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพานโยบายการเงินภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการประคองเสถียรภาพและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่น: การเมืองเข้าสู่จุดเปลี่ยน เสี่ยงกระทบภาคอุตสาหกรรม
ญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง หลังรัฐบาลประกาศแผนยุบสภาและคาดว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มเสถียรภาพรัฐบาลในช่วงที่ยังมีคะแนนนิยมสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากการรวมตัวของฝ่ายค้าน รวมถึงความตึงเครียดกับจีนในประเด็นไต้หวัน
ประเด็นสำคัญคือ การที่จีนประกาศจำกัดการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เช่น โดรน ระบบนำทาง และแร่หายากบางชนิด ซึ่งอาจกระทบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ของญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นยังพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีนสูงถึง 70% ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีความเปราะบาง
จีน: ผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่แรงส่งเศรษฐกิจยังจำกัด
จีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากภายนอก แม้การส่งออกจะยังขยายตัวได้ดี ล่าสุดจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่อ (Relending) ลง 0.25% และจัดสรรวงเงินกู้เฉพาะสำหรับ SMEs มูลค่า 1 ล้านล้านหยวน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ
อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีมองว่า มาตรการดังกล่าวช่วยประคองธุรกิจเปราะบางได้เพียงบางส่วน ขณะที่แรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าเริ่มอ่อนแรงลง และยังมีความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าที่ถูกมองว่าสวมสิทธิ์ ส่งผลให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจจีนในภาพรวมยังมีข้อจำกัด หากอุปสงค์ภายในไม่ฟื้นชัดเจน
ไทย: ธปท.ขยับนโยบาย พยุงระบบการเงินท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นช้า
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ธปท.ประกาศลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุน FIDF จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปี มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนของระบบธนาคารและเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน
วิจัยกรุงศรีระบุว่า มาตรการดังกล่าวสะท้อนการผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านช่องทางต้นทุนโดยตรง ในช่วงที่อุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวเปราะบาง นโยบายการคลังมีข้อจำกัด และสินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้บทบาทของนโยบายการเงินมีความสำคัญมากขึ้น
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่า ธปท.ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ภายในปีนี้ โดยมีแนวโน้มใช้นโยบายแบบผสมผสาน ผ่านมาตรการเฉพาะจุด ควบคู่กับการกำกับดูแลกิจกรรมทางการเงินที่มีความเสี่ยง เช่น การซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม
![]()













