ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของเศรษฐกิจโลกและความเปราะบางในประเทศ ภาพของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ไทยในช่วงปี 2569–2571 กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง รายงานจาก วิจัยกรุงศรี สะท้อนชัดว่า ปี 2569 จะไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหวือหวา หากแต่เป็นช่วงเวลาของการ “ประคองตัว” ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครายได้กลางถึงล่างที่ยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริโภคในยุคนี้ไม่ได้หยุดจับจ่าย แต่กำลัง “เลือก” มากขึ้น พวกเขาหันไปให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็น ความคุ้มค่า และราคาที่จับต้องได้ ขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือยหรือการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเริ่มถูกลดบทบาทลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพนี้ทำให้บรรยากาศในร้านค้าปลีกเปลี่ยนไป จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยความหลากหลายและประสบการณ์ กลายเป็นการแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น และความสะดวกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันมากขึ้น
แม้แรงกดดันจะรอบด้าน แต่ตลาดก็ไม่ได้หดตัวลงเสียทีเดียว กลุ่มผู้บริโภครายได้กลางถึงบนยังคงมีกำลังซื้อและกลายเป็นแรงพยุงสำคัญของระบบ ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐยังคงเป็นอีกแรงช่วยที่ทำให้ยอดขายไม่ทรุดตัวลงไปมากนัก ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปี 2569 ยังคงเติบโตได้ในระดับจำกัด เป็นการ “ยืนทรง” มากกว่าการก้าวกระโดด
เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละประเภทของธุรกิจ จะเห็นภาพที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ร้านสะดวกซื้อยังคงเป็นผู้เล่นที่ได้เปรียบที่สุดในเกมนี้ ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่เข้าถึงง่ายและพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อแบบ “ใกล้-เร็ว-จบ” ทำให้ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง สวนทางกับไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือดิสเคาท์สโตร์ที่ต้องเผชิญแรงกดดันมากกว่า จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ต้องการซื้อสินค้าครั้งละมากๆ อีกต่อไป ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้ายังคงยืนอยู่ได้จากฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง แต่ก็ต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนและการแข่งขันรูปแบบใหม่
อีกด้านหนึ่ง คลื่นของอีคอมเมิร์ซยังคงซัดเข้าหาภาคค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของการซื้อขายออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “พฤติกรรมหลัก” ของผู้บริโภคจำนวนมาก ร้านค้าปลีกจึงต้องปรับตัวเข้าสู่โลกของ Omnichannel อย่างจริงจัง เชื่อมโยงประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์ให้ไร้รอยต่อ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ Big Data เข้ามาช่วยวิเคราะห์และเข้าถึงลูกค้าในระดับเฉพาะบุคคลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาพของปี 2569 อาจเป็นเพียงช่วงตั้งหลัก ก่อนที่ทิศทางจะค่อยๆ เปลี่ยนไปในปี 2570 และ 2571 เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของเมือง และการกลับมาของภาคท่องเที่ยว จะกลายเป็นแรงส่งใหม่ให้ธุรกิจค้าปลีกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง การขยายชุมชนออกสู่พื้นที่ชานเมืองและต่างจังหวัดจะเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการเดินหน้าขยายสาขา พร้อมทดลองโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน เกมการแข่งขันก็จะยิ่งเข้มข้นขึ้น ไม่เพียงแต่ผู้เล่นรายเดิมที่ต้องเร่งปรับตัว แต่ยังมีผู้เล่นใหม่จากต่างประเทศ รวมถึงสินค้าราคาถูกที่ไหลเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด ต้นทุนด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานความยั่งยืนก็กลายเป็นภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้คำว่า “อยู่รอด” ในธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของค้าปลีกไทยในช่วง 3 ปีข้างหน้า จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขการเติบโต แต่คือเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน จากธุรกิจที่เคยขับเคลื่อนด้วยทำเลและสินค้า ไปสู่ธุรกิจที่ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์อย่างแท้จริง ใครที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ย่อมมีโอกาสยืนอยู่ในเกมนี้ได้นานกว่า ในวันที่โลกการค้าปลีกไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ขายของ” แต่แข่งขันกันที่ “เข้าใจลูกค้า” มากที่สุด
![]()













