“วราวุธ” เปิดผลประชุม กอช. ครั้งแรกปี 2569 เดินหน้าบูรณาการรัฐ–เอกชน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เห็นชอบหลักการส่งเสริม Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เจาะ 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ “ป้องกันประเทศ–ระบบราง–เครื่องมือแพทย์” พร้อมย้ำไม่ทิ้งอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป วางกรอบหนุน HEV–mHEV ใช้ Biofuel ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เสริมความมั่นคงทางพลังงาน ขณะที่แผนพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต วงเงิน 5,884 ล้านบาท 49 โครงการ คืบหน้า 77.22% คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลการประชุม คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายกำหนดทิศทางและบูรณาการนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญทั้งการสร้างตลาดให้สินค้าไทย การรักษาฐานอุตสาหกรรมเดิม และการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ดัน Made in Thailand ใช้กำลังซื้อภาครัฐสร้างตลาดสินค้าไทย
หนึ่งในมติสำคัญของ กอช. คือการ เห็นชอบในหลักการส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Made in Thailand (MiT) ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้น 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ภาครัฐเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์
ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด ผลิตภัณฑ์ศักยภาพ หรือ Product Champion พร้อมจัดทำเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่สนับสนุนการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content และเร่งผลักดันสู่การใช้งานจริงในหน่วยงานภาครัฐ
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างตลาดภายในประเทศให้ผู้ผลิตไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ไม่ทิ้งรถสันดาป วางกรอบ HEV–mHEV ใช้ Biofuel
ขณะเดียวกัน กอช. ยังเห็นชอบ กรอบการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuel เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
มาตรการสำคัญครอบคลุมการกำหนดแนวทางด้าน ภาษีสรรพสามิตและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพื่อสนับสนุนรถยนต์ Hybrid Electric Vehicle (HEV) และ Mild Hybrid Electric Vehicle (mHEV)
ด้านเชื้อเพลิงและราคา จะพิจารณามาตรการภาษีน้ำมัน โครงสร้างราคา ตลอดจนสูตรคำนวณสัดส่วนการผสม E-flex และ B-flex ให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา รวมถึงปรับรูปแบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบและราคาพลังงาน
เป้าหมายคือเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก
ครึ่งปีหลังอุตสาหกรรมมีสัญญาณฟื้น อิเล็กทรอนิกส์–อาหารสัตว์เลี้ยงหนุน
กอช. ยังรับทราบสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2569 โดยภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ขณะที่แนวโน้มครึ่งปีหลังมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่คลี่คลาย รวมถึงการส่งออกที่ขยายตัว โดยมี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป เป็นแรงสนับสนุนสำคัญ
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ให้สามารถสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการส่งออก เช่น อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve
ดึงกรอบ OECD นำร่องปิโตรเคมี–พลาสติก มุ่ง Net Zero
ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ที่ประชุมรับทราบการนำกรอบการดำเนินงานของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
เบื้องต้นจะนำร่องใน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่คุณค่าพลาสติก พร้อมผลักดันการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ อาทิ ไบโอเอทิลีน พลาสติกชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS
นอกจากนี้ ยังเดินหน้ามาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก. 9999 เพื่อผสานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับระบบบริหารจัดการสมัยใหม่ตามแนวทาง PDCA โดยตั้งเป้าขยายผลสู่สถานประกอบการอย่างน้อย 99 แห่งภายในปี 2570
รื้อกฎหมายอุตสาหกรรม 5 ฉบับ รับเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่ประชุมยังรับทราบแผนปรับปรุงกฎหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมรวม 5 ฉบับ แบ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายเดิม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511
พร้อมจัดทำกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม และ ร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม คุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมสินค้าด้อยคุณภาพให้ครอบคลุมถึงตลาดออนไลน์
นายวราวุธ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ โดยเน้นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตั้งแต่กระบวนการกำหนดมาตรการจนถึงการนำไปปฏิบัติ
เรื่องสำคัญจะถูกผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และจะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนมติในระดับนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล
อัดงบ 5,884 ล้าน 49 โครงการ คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 3.5 หมื่นล้าน
สำหรับ แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ประจำปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินงบประมาณรวม 5,884.1810 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ โดยมีหน่วยงานร่วมบูรณาการจาก 7 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ รวม 14 หน่วยงาน
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า แผนดังกล่าวมุ่งต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ พัฒนาปัจจัยสนับสนุนและโครงสร้างพื้นฐาน ประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะ หรือ Smart System และส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 ช่วงเดือนตุลาคม 2568–มิถุนายน 2569 มีการใช้จ่ายงบประมาณแล้ว 4,317.9636 ล้านบาท หรือ 73.38% และมีผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ 77.22% โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท
ด้านนางศุภจีได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินโครงการและเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 พร้อมเน้นการสร้างซัพพลายเชนยานยนต์ไฟฟ้าและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูปให้ตรงกับตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการพัฒนาทักษะบุคลากรโดยมุ่งผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง
![]()













