พม. ผนึกกำลัง 5 หน่วยงาน ขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน มุ่งลดก๊าซเรือนกระจก 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือขับเคลื่อน “โครงการส่งเสริมที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย” ผนึกกำลังการเคหะแห่งชาติ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นำนวัตกรรมสีเขียวมาพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ โดยมีนางสุขุมาภรณ์ จงภักดี รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ พร้อมผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ณ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2
นายนิกร กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง เข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น การนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้กับที่อยู่อาศัยจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะยาว ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างชุมชนที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ผ่าน UNEP จำนวน 3,141,142 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาพัฒนารูปแบบที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงโดยรวม 163,516 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
สำหรับพื้นที่นำร่อง ได้แก่ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนครสวรรค์ 2 ตั้งอยู่บริเวณถนนผังเมืองสาย ก (ถนนกำนันแดง) ตำบลวัดไทร อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยสูง 4 ชั้น จำนวน 7 อาคาร รวม 341 หน่วย แต่ละห้องมีขนาดประมาณ 28 ตารางเมตร มุ่งพัฒนาเป็นต้นแบบที่อยู่อาศัยที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ด้านนางสุขุมาภรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาพื้นที่นำร่องจะประยุกต์ใช้นวัตกรรมสีเขียวที่เหมาะสมกับรูปแบบอาคาร โดยติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับระบบแสงสว่างในพื้นที่ส่วนกลางและระบบปั๊มน้ำ รวมถึงระบบโซลาร์เซลล์สำหรับระบบบำบัดน้ำเสีย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดค่าใช้จ่ายส่วนกลางในระยะยาว
โครงการยังสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่ประกาศไว้ในการประชุม COP26 ได้แก่ การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2065 โดยมุ่งผลักดันนโยบายที่อยู่อาศัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยสีเขียวและนวัตกรรมประหยัดพลังงาน พร้อมบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ กระเป๋าผ้าด้นมือ หมอนสุขภาพ ตะกร้าสานหวายเทียม และสาคูไส้หมู เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมอบชุดผลิตภัณฑ์น้ำยาอเนกประสงค์ จำนวน 100 ชุด ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมการรับรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวง พม. ที่มุ่งให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นมากกว่าการสร้างบ้าน แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อวางรากฐานชุมชนเข้มแข็งและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
![]()














