กรุงเทพฯ – เอสซีจี (SCG) ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่งกว่าปีก่อน โดยมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 42,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์เชิงรุกทั้งระยะเร่งด่วนและระยะกลาง ทั้งการบริหารต้นทุน การใช้พลังงานสะอาด การจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ การรักษาวินัยทางการเงิน การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products: HVA) ควบคู่กับการนำหุ่นยนต์และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตในอาเซียน ส่งผลให้ผลประกอบการของทุกกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 3.50 บาทต่อหุ้น เพื่อดูแลผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันด้านราคา แต่เอสซีจีสามารถยกระดับความแข็งแกร่งและเพิ่มความคล่องตัวขององค์กรผ่านการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์ระยะเร่งด่วนมุ่งบริหารต้นทุนด้วยการใช้พลังงานสะอาด จัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างทันท่วงที และรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด ขณะที่กลยุทธ์ระยะกลางมุ่งปรับโครงสร้างธุรกิจ เน้นการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตในอาเซียนด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และ AI ส่งผลให้ผลประกอบการของทุกกลุ่มธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ผลประกอบการครึ่งปีแรกเติบโตทุกมิติ
ครึ่งปีแรก 2569 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 259,570 ล้านบาท มีกำไรสำหรับงวด 17,758 ล้านบาท และหากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ จะมีกำไรสำหรับงวด 12,649 ล้านบาท
สำหรับไตรมาส 2/2569 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA 27,984 ล้านบาท รายได้จากการขาย 136,243 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11,535 ล้านบาท และหากไม่รวมรายการพิเศษ จะมีกำไร 10,833 ล้านบาท
ด้านฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง โดยหนี้สินสุทธิลดลง 39,176 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 3.7 เท่า จาก 5.0 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 2 จำนวน 76,775 ล้านบาท
ธุรกิจซีเมนต์–วัสดุก่อสร้างโตจากการปรับโครงสร้าง
ธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้รับแรงหนุนจากโครงการภาครัฐของไทย รวมถึงตลาดเวียดนามและอินโดนีเซียที่ยังเติบโต แม้ตลาดเอกชนในประเทศยังชะลอตัว โดยมีกำไร 5,790 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท
บริษัทได้รวม 3 ธุรกิจ ได้แก่ เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ภายใต้ชื่อ “เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ ส่งผลให้ยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ขยายร้านค้าพันธมิตรกว่า 200 ร้าน และคาดว่าจะลดต้นทุนได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายในปีนี้
นอกจากนี้ยังเร่งขยายสินค้า Smart Value Products อาทิ ปูนซีเมนต์ Q-MAXX ขยายสินค้ากลุ่ม SCG DECAAR ผลักดัน “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” ให้เข้าถึงตลาดไทยมากกว่า 80% พร้อมขยายตลาดสู่ออสเตรเลียผ่านงาน Sydney Build Expo 2026
ด้าน SCGD มี Adjusted Cash EBITDA 1,378 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม พร้อมเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนของ PRIME ในเวียดนาม ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จในปี 2570 จะคิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตรวมของบริษัท รวมถึงติดตั้งระบบ Automation ในโรงงานไทยเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงสุด 20% และร่วมทุนสร้างโรงงานผลิต Smart Toilet ในไทย กำลังการผลิต 96,000 ชิ้นต่อปี
SCGC รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งโครงการอีเทน LSP
ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือ SCGC มีกำไร 5,898 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ดีขึ้น การบริหารจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA และการเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน
ครึ่งปีแรก SCGC ยังขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าประมาณ 24,900 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60% และเตรียมเริ่มดำเนินงานตามแผนในปลายปี 2570
ส่วนการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ระหว่าง GC และ SCGC ยังคงดำเนินต่อ และคาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3 ปีนี้
SCGP พลิกเกมอาเซียน ใช้ AI ยกระดับการผลิต
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP มีกำไร 3,870 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 10,472 ล้านบาท โดยธุรกิจในอินโดนีเซียกลับมาทำกำไรจากการเพิ่มยอดขายและบริหารต้นทุนได้ดี ขณะที่เวียดนามยังเติบโตจากเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศ
SCGP เดินหน้าขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในเวียดนาม พร้อมร่วมกับ KAO พัฒนาบรรจุภัณฑ์ Mono-material ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และนำ AI, Machine Learning, Deep Learning รวมถึงหุ่นยนต์ Cobots มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมคุณภาพ และลดต้นทุน
มั่นใจครึ่งปีหลังรับมือทุกความท้าทาย
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า แม้ครึ่งปีหลัง 2569 ยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันด้านราคา แต่เอสซีจีเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่ดำเนินการไว้จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดว่า Adjusted Cash EBITDA ทั้งปี 2569 จะดีกว่าปี 2568
สำหรับปีหน้า บริษัทจะเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การสร้างพันธมิตรธุรกิจใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตในอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหาร และการใช้หุ่นยนต์กับ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2570 และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 ในอัตรา 3.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นวงเงิน 4,200 ล้านบาท หรือ 24% ของกำไรสุทธิครึ่งปีแรก กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) วันที่ 6 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 สิงหาคม 2569
![]()















