ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินหน้าขับเคลื่อนโมเดล “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน 5 บริษัท ลงนามรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรปริมาณรวม 40,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างตลาดรองรับเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีบริษัทเอกชนร่วมรับซื้อ ได้แก่ บมจ.พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น, บจก.สหโคเจน กรีน, บจก.กรีน ลีฟ พาวเวอร์, บจก.อีพีซี พลังงานยั่งยืน และ บจก.สยามวัฒนา เพื่อนำวัสดุเหลือใช้ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และพลังงานมูลค่าสูง ทั้งพลังงานชีวมวลอัดเม็ด เยื่อเชิงกลสำหรับบรรจุภัณฑ์ ไบโอชาร์ และฉนวนเส้นใย
แนวทางดังกล่าวมุ่งเปลี่ยน “เศษวัสดุไร้ค่า” ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้แก่เกษตรกร พร้อมลดแรงจูงใจในการเผา ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมองว่า หากเกษตรกรสามารถขายเศษวัสดุและมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน การเลิกเผาจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า การแก้ปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุและต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ แม้ในช่วงเดือนสิงหาคมคุณภาพอากาศภาคเหนือจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่จำเป็นต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทันก่อนเข้าสู่ช่วงวิกฤตฝุ่นในเดือนธันวาคม โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ประชาชนเห็นว่า “การเลิกเผาสามารถสร้างรายได้ได้จริง”
สำหรับโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” มีผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานใน 8 เส้นทางนำร่องตลอด 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรกลับคืนสู่ระบบได้แล้ว 330,000 กิโลกรัม และช่วยลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ได้ 270 กิโลกรัม
ขณะเดียวกัน โครงการยังตั้งเป้าขยายผลครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือภายในระยะเวลา 5 ปี ดึงเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่ระบบรวม 200,000 ตัน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงานสะอาดและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิดฝุ่น PM2.5 สะสมได้ถึง 1.6 ล้านกิโลกรัม
การขับเคลื่อนโมเดลดังกล่าวยังมีการนำนวัตกรรมจากงานวิจัยมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ แผ่นคลุมดินชนิดยืดหยุ่น ไบโอชาร์จากวัสดุเหลือทิ้ง บล็อกประสานไบโอชาร์ ตลอดจนแผ่นคลุมดินและกระถางจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีต้นทุนต่ำและย่อยสลายได้จริง
ทั้งนี้ โมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” ถูกวางเป้าหมายให้เป็นต้นแบบการแก้ปัญหา PM2.5 อย่างครบวงจร โดยไม่เพียงมุ่งลดการเผา แต่ยังสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้เกษตรกร ผ่านการสร้างตลาดรับซื้อที่ชัดเจน เชื่อมโยงภาครัฐ ภาควิจัย และภาคเอกชน ก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วภาคเหนือและทั่วประเทศในอนาคต
![]()














