ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งธุรกิจการเงิน เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 & P ควบคู่กลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก มุ่งรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหลัก พร้อมต่อยอดโอกาสจากเทคโนโลยี AI ดิจิทัลแบงก์กิ้ง และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) ท่ามกลางการแข่งขันและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เป้าหมายของธนาคารไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขยายตัวทางธุรกิจ แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้า โดยใช้ยุทธศาสตร์ 3+1 & P เป็นกลไกหลักในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรักษาวินัยด้านการบริหารความเสี่ยง
ผลจากการดำเนินยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทำให้ธนาคารยังรักษาตำแหน่งผู้นำในหลายธุรกิจสำคัญ โดยครองอันดับ 1 ด้านการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% และมีผู้ใช้งาน K PLUS มากกว่า 24 ล้านราย ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% ส่วนธุรกิจ Wealth มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 16% และครองอันดับ 1 ด้านสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) ด้วยส่วนแบ่งตลาด 22.6% นอกจากนี้ ยังเป็นผู้นำด้านการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชน และครองอันดับ 1 ด้านคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (NPS) ทั้งโมบายแบงก์กิ้งและกลุ่มผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข่งขันธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ไปสู่การแข่งขันด้านความเข้าใจลูกค้า คุณภาพคำแนะนำ และความไว้วางใจในระยะยาว ธนาคารจึงเร่งผสานศักยภาพบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำ
โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยและเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 70% ของประเทศ ธนาคารมุ่งยกระดับบทบาทสู่การเป็น Trusted Advisor ให้คำปรึกษาและสนับสนุนธุรกิจแบบครบวงจร ทั้งบริการชำระเงิน โซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ และการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านหลักสูตร K SME Care ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องถึงรุ่นที่ 27
ขณะเดียวกัน ธนาคารเดินหน้ายกระดับธุรกิจ Wealth สู่ Lifelong Wealth Partnership ดูแลลูกค้าตั้งแต่การสร้าง ปกป้อง ไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยฐานลูกค้า Wealth เติบโต 16% และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวมเพิ่มขึ้น 8% พร้อมพัฒนาบริการผ่านเทคโนโลยีและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้คำแนะนำและสร้างประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า

สำหรับ นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังมีโอกาสสำคัญจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ตั้งแต่ต้นปี สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัทของธนาคารขยายตัวประมาณ 7% สะท้อนบทบาทสินเชื่อธุรกิจในฐานะเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโต ธนาคารจึงมุ่งคัดเลือกโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายภาครัฐ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน
หนึ่งในโอกาสสำคัญคือธุรกิจ Data Center ซึ่งไม่ได้สร้างผลประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการโดยตรง แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และโครงข่ายสื่อสาร ธนาคารจึงเตรียมสนับสนุนด้วยบริการทางการเงิน นวัตกรรมการชำระเงิน และธุรกรรมครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ทั้งการติดตามสัญญาณความเสี่ยงสินเชื่อผ่านระบบ Early Warning Signals การป้องกันธุรกรรมทุจริตและบัญชีม้า การยกระดับมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML) ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี ตลาด และสภาพคล่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

ด้าน นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารมุ่งสร้างความแตกต่างในตลาดลูกค้าบุคคลด้วยการนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต ควบคู่กับการรักษาความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลและบัตรเครดิต โดยปัจจุบันธนาคารครองอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต มีส่วนแบ่งตลาด 19% พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
นอกจากนี้ ยังยกระดับบริการสินเชื่อบ้านผ่าน K PLUS โดยลูกค้าที่มีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารสามารถทราบผลสินเชื่อบ้านเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที พร้อมขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อผ่าน LINE BK เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถในการชำระหนี้
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) โดยธนาคารเดินหน้าสนับสนุนภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero ผ่านสินเชื่อ ESG การให้คำปรึกษา และ Carbon Accounting Solutions ภายใต้ KClimate 1.5 รวมถึงหลักสูตร Net Zero CEO เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารในการปรับตัวรับกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่
ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนสะสมกว่า 253,000 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายสู่ระดับ 400,000-500,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 พร้อมผลักดันบทบาท Regional Growth Partner เชื่อมโยงธุรกิจไทยกับตลาดในภูมิภาค และสร้างระบบนิเวศทางการเงินระดับภูมิภาคที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ
นางสาวขัตติยา กล่าวทิ้งท้ายว่า ธนาคารจะเดินหน้ารักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน ดำเนินธุรกิจอย่างมีวินัย และต่อยอดความเป็นผู้นำในธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมลงทุนด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการปรับเกมธุรกิจของกสิกรไทยจากการมุ่งขยายตัวเชิงปริมาณ สู่การสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ โดยใช้ดิจิทัล เทคโนโลยี AI ธุรกิจ Wealth และสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนเป็นเครื่องยนต์หลัก ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำและสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว
![]()














