กลุ่มบริษัทเอไอเอประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 ด้วยการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB – Value of New Business) ที่เพิ่มขึ้นถึง 13% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 1,497 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น การกระจายช่องทางจำหน่าย และการปรับตัวต่อภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียอย่างชาญฉลาด
เบี้ยประกันและกำไรจากธุรกิจใหม่เติบโตอย่างมั่นคง
เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) เติบโต 7% มาอยู่ที่ 2,617 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB margin) เพิ่มขึ้น 3 จุด เป็น 57.5% แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่เพียงเท่านั้น กำไรจากการให้บริการตามสัญญาเนื่องจากธุรกิจใหม่ (NB CSM) เพิ่มขึ้น 16% ซึ่งสะท้อนถึงการสร้างผลตอบแทนเชิงคุณภาพจากสัญญาใหม่ในระดับที่สูงกว่าการเติบโตของยอดขายในภาพรวม
โปรแกรมพรีเมียร์ เอเจนซี่: แกนกลางความสำเร็จ
กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของเอไอเอคือ “โปรแกรมพรีเมียร์ เอเจนซี่” ซึ่งในไตรมาสนี้สามารถสร้าง VONB ได้กว่า 75% ของกลุ่ม หรือคิดเป็น 1,218 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการเติบโตในจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงาน 8% และการรับสมัครตัวแทนใหม่ 9% ความสามารถในการฝึกอบรม สร้างสัมพันธ์กับลูกค้า และใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นจุดแข็งของโมเดลนี้
ตลาดหลัก: ฮ่องกง จีน และไทย
ฮ่องกง ยังคงเป็นตลาดหลัก โดย VONB เติบโต 16% จากความต้องการของลูกค้าชาวจีนแผ่นดินใหญ่และภายในประเทศ ช่องทางตัวแทนและธนาคารยังคงทำหน้าที่ได้ดีในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง
จีนแผ่นดินใหญ่ แม้ต้องเผชิญการปรับสมมติฐานผลตอบแทนระยะยาว แต่ยังคงรักษา VONB ไว้ได้สูงกว่า 50% margin และมีจำนวนตัวแทนที่สร้างผลงานเพิ่มขึ้น 6% จากการฝึกอบรมเชิงลึกและการกระจายผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการขยายไปยัง 4 ภูมิภาคใหม่ ในไตรมาสนี้ คือ อานฮุย ซานตง ฉงชิ่ง และเจ้อเจียง
ประเทศไทย โดดเด่นด้วยการขายแบบครั้งเดียวผ่านตัวแทน ก่อนกฎเกณฑ์ใหม่เรื่องประกันสุขภาพจะมีผลในเดือนมีนาคม 2568 อีกทั้งยังได้รับแรงขับเคลื่อนจากความร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพในช่องทาง bancassurance
แนวโน้มภูมิภาคและธุรกิจร่วมทุน
ตลาดใน สิงคโปร์ และ มาเลเซีย แสดงศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยสิงคโปร์มีความโดดเด่นในผลิตภัณฑ์ยูนิตลิงค์เพื่อการออมเงินระยะยาว และมาเลเซียเติบโตผ่านความร่วมมือกับ Public Bank
ในขณะที่ บริษัทร่วมทุนในอินเดีย Tata AIA Life ก็รักษาความเป็นผู้นำตลาดในแง่จำนวนเงินเอาประกันภัยในกลุ่มลูกค้าบุคคล
วิเคราะห์: ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ AIA
ผลประกอบการในไตรมาสแรกปี 2568 แสดงให้เห็นว่าเอไอเอใช้โครงสร้างที่หลากหลายและเครื่องมือดิจิทัลในการเร่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนที่มีการฝึกอบรมเฉพาะทาง ความสามารถในการขายข้ามช่องทาง และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในแต่ละประเทศ
จากมุมมองของนักลงทุนหรือผู้สนใจธุรกิจประกันชีวิต เอไอเอยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำในตลาดเอเชีย และแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางการเงินด้วยอัตราส่วนเงินทุนผู้ถือหุ้นที่ มากกว่า 200% ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่า “แข็งแกร่งมาก” ในมาตรฐานอุตสาหกรรม
![]()











