เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 กรุงเทพมหานครประกาศปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ชั่วคราว ณ สำนักงานเขตจตุจักร หลังภารกิจค้นหาและเก็บกู้ซากตึกถล่มผ่านไปแล้ว 48 วัน นับตั้งแต่เหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่อาคารก่อสร้างกลางเมืองหลวงพังถล่มจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ภารกิจนี้ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในภารกิจที่ซับซ้อนและยาวนานที่สุดของ กทม. หากยังเปิดเผยให้เห็นถึงความท้าทายของระบบการก่อสร้าง ความพร้อมของการรับมือภัยพิบัติ และความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้คนที่สูญเสียไป
ปิดภารกิจ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้นำการแถลงข่าวปิดภารกิจ พร้อมย้ำว่า แม้การขนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 พฤษภาคม แต่ “การสืบสวนยังไม่จบ” โดย กทม. จะส่งหนังสือแจ้งปิดภารกิจไปยังหน่วยงานต่างๆ พร้อมทั้งแจ้งต่อคณะกรรมการสอบสวนทางคดี เพื่อเข้าสู่กระบวนการหาตัวผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการ
หลักฐานจากซากความเสียหาย
กองพิสูจน์หลักฐานกลางได้เก็บตัวอย่างเหล็กถึง 366 เส้น และชิ้นคอนกรีตกว่า 200 ชิ้น รวมถึงส่วนที่ยังตั้งอยู่ เช่น โถง ลิฟต์ และบันไดหนีไฟ การเก็บหลักฐานนี้มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากข้อบกพร่องทางโครงสร้าง วิศวกรรม หรือการละเลยมาตรฐานก่อสร้าง
หลังจากวันที่ 15 พฤษภาคม พื้นที่จะถูกอายัดโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แบ่งออกเป็น 2 จุดสำคัญ ได้แก่
1. พื้นที่ตึกถล่ม: อายัดจนถึง 31 พฤษภาคม 2568
2. พื้นที่กองซากที่บางซื่อ: อายัดจนถึง 20 พฤษภาคม 2568
พื้นที่เหล่านี้จะเป็นจุดตรวจสอบหลักของคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เพื่อหาคำตอบให้กับประชาชนว่า ใครต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้
ความเสียหายที่ต้องเยียวยา
ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการค้นหาผู้สูญหายและเก็บกู้ซากอาคาร แต่ยังรวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า มีประชาชนราว 40,000 ราย ยื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือ เช่น วัสดุซ่อมแซมบ้านเรือน เบื้องต้นมีการจ่ายเงินช่วยเหลือแล้วประมาณ 176 ล้านบาท
นอกจากนี้ เฉพาะค่าน้ำมันเครื่องจักรที่ใช้ในภารกิจต่อวันสูงถึง 3,000 ลิตร หรือประมาณ 200,000 บาท/วัน เฉพาะรถเครน ยังไม่รวมค่าแรงและค่าซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน กทม. กำลังขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแผนชดเชยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดพื้นที่
บทเรียนที่ต้องไม่ซ้ำรอย
เหตุการณ์ตึกถล่มครั้งนี้เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับเมืองหลวง และเป็นสัญญาณเตือนว่า มาตรฐานความปลอดภัยต้องมาก่อนผลกำไร หรือความเร็วในการก่อสร้าง ทุกโครงการในเขตเมืองต้องมีการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับวิศวกรรม การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงบทบาทของผู้ตรวจสอบภายนอก
![]()














