เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดกระแสการเจรจาสันติภาพระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับสมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อยุติความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีไทยเปิดเผยว่า ได้มีการสนทนาในลักษณะ “หลังบ้าน” เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเลือดเสียเนื้อ และรักษาความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ
การเจรจาครั้งนี้มีความพยายามเสนอให้ เปิดด่านพรมแดนพร้อมกัน ทั้งสองฝั่ง เพื่อใช้เป็น สัญลักษณ์ของการคืนดี และแสดงความร่วมมือทางการเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเป็นผู้เปิดด่านก่อน และรออีก 5 ชั่วโมงก่อนที่ฝั่งกัมพูชาจะเปิดตาม
นายกรัฐมนตรีไทยยืนยันว่า การเจรจาในครั้งนี้เป็นการใช้ “เทคนิคการทูต” ด้วยความนุ่มนวล เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยระบุว่าได้พยายามทำความเข้าใจกับความโกรธของอีกฝ่ายจากกรณี คลิปหลุด ที่ไม่ควรเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเชื่อใจในการเจรจา
จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ที่มีการตีความคำพูดของนายกรัฐมนตรีว่าขัดแย้งกับแม่ทัพภาค 2 นั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า
> “สิ่งที่พูดไปคือบริบทของการต่อรองกับฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่การแสดงท่าทีขัดแย้งกับกองทัพไทย หรือแม่ทัพภาค 2 แต่อย่างใด…หากผมเป็นฝ่ายตรงข้ามจริง คงไม่ต้องหารือกับฝ่ายกระทรวงกลาโหมก่อนตัดสินใจ”
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า การเจรจาครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายในเวทีการทูต ที่ต้องเผชิญกับทั้ง ปัญหาความไว้ใจ และ แรงกดดันจากการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายกัมพูชาถูกมองว่าต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อเรียก “คะแนนนิยม” ภายในประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าหาแนวทางลดความตึงเครียดอย่างสันติ และย้ำว่า
> “เป้าหมายของเราคือสันติภาพ ความสงบสุข และอธิปไตยของชาติ ไม่ใช่ชัยชนะทางวาทกรรมหรือการเมือง”
การเจรจาระดับสูงในครั้งนี้ แม้จะเกิดอุปสรรคจากการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เหมาะสม แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการใช้ เครื่องมือทางการทูต เพื่อป้องกันวิกฤต และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ยั่งยืน
![]()














