วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 สหรัฐอเมริกาออกประกาศอย่างเป็นทางการใช้มาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 36% ตามที่เคยประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญต้นทุนทางภาษีสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งต่างมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า
แม้จะมีช่องทางการเจรจาต่อรองตามเงื่อนไขด้านการค้าและที่ไม่ใช่การค้าตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุ โดยมีคำพูดจากอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่า “หากประเทศต่าง ๆ เปิดตลาดของตน เราอาจพิจารณาปรับภาษีเหล่านี้ ซึ่งอาจเพิ่มหรือลดลง ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะต้องแลกเปลี่ยนกับการเปิดตลาดให้กับสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น และอาจรวมถึงมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งไทยยังต้องประเมินผลกระทบในภาพรวมต่อเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจา ไทยอาจเสี่ยงสูญเสียตลาดส่งออกสหรัฐฯ ให้กับคู่แข่งที่ได้รับสิทธิภาษีที่ดีกว่า โดยเฉพาะในสินค้าหลักที่ครอบคลุม เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ปริ้นเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ปลาและกุ้งแปรรูป ขณะเดียวกันการ re-export สินค้าที่ผ่านประเทศไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศต่ำ ก็มีแนวโน้มจะลดลงเช่นกัน
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนการเก็บภาษีรายอุตสาหกรรมภายใต้มาตรา 232 กับสินค้าหลัก เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ทองแดง ยา และไม้แปรรูป ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 หากมีมาตรการเพิ่มเติม จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยในปีหน้า
แรงกดดันอีกประการที่ไม่อาจมองข้าม คือ การแข็งค่าของเงินบาทที่เร่งตัวขึ้นจากระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ต่ำกว่า 32.50 บาท ณ วันที่ 7 ก.ค. 2568 คิดเป็นการแข็งค่าประมาณ 5% ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยโดยตรง
ด้วยแรงกดดันทั้งภายนอกและภายใน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า GDP ไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 1.4% โดยนอกจากปัจจัยภาษีสหรัฐฯ แล้ว ยังต้องเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะตลาดจีน ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค เช่น ไทย-กัมพูชา และตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาทางการเมืองภายในที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาในระยะอันใกล้ ได้แก่ การเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งภาษีนำเข้า 36% จะมีผล และการเจรจาสหรัฐฯ-จีนในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังมาตรการเลื่อนเก็บภาษี 90 วันสิ้นสุดลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการค้าในภูมิภาคและไทย
![]()













