น่านเผชิญสถานการณ์วิกฤติจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ที่พัดพาความชื้นและฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านสูงเกินจุดวิกฤติ น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ใจกลางเมือง รวมถึงโรงพยาบาลน่าน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัด สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและกระทบการให้บริการประชาชนอย่างรุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มวลน้ำจากแม่น้ำน่านได้พังพนังกั้นน้ำด้านหลังโรงพยาบาล ก่อนทะลักเข้าท่วมพื้นที่โดยรอบอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำท่วมสูงถึงระดับพื้นอาคารบางส่วน โดยเฉพาะแผนกฉุกเฉิน แผนกฟอกไต และห้องรับยา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่องช่วยหายใจและเครื่องฟอกไต ออกไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลน่านได้ประกาศย้ายบริการห้องฉุกเฉินไปยังสนามบินน่าน ณ กองบิน 466 ของกองทัพอากาศ ซึ่งได้เปิดพื้นที่รองรับผู้ป่วยฉุกเฉินชั่วคราว โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล และรถพยาบาลจากหลายหน่วยงานร่วมให้บริการภาคสนาม พร้อมกับวางแผนรองรับสถานการณ์ต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่จากมณฑลทหารบกที่ 38, หน่วยกู้ภัย, ปภ.จังหวัดน่าน และจิตอาสาจำนวนมาก ได้เร่งติดตั้งแนวกั้นน้ำสำรอง ใช้กระสอบทรายและรถแบ็กโฮปิดช่องทางน้ำ พร้อมขนย้ายเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผู้ป่วยที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ไปยังพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้ เทศบาลเมืองน่านได้แจ้งเตือนประชาชนให้งดใช้เส้นทางถนนวรวิชัยและถนนรอบโรงพยาบาลชั่วคราว เนื่องจากระดับน้ำสูงถึง 50 เซนติเมตรและยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ด้านศูนย์อุทกวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า ระดับน้ำที่สถานีวัดน้ำ N1 บริเวณตัวเมืองน่าน ได้พุ่งเกิน 9.5 เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับวิกฤติ และเป็นระดับที่แรงกว่าสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2561 ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อเขตเศรษฐกิจในตัวเมือง และอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างหากฝนยังตกต่อเนื่อง
ประชาชนที่มีนัดหมายกับโรงพยาบาลน่าน หรือมีอาการไม่รุนแรง ได้รับคำแนะนำให้เลื่อนการเข้ารับบริการออกไปก่อน หรือเดินทางไปยังสถานพยาบาลใกล้เคียงที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ขณะที่ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถติดต่อสายด่วน 1669 หรือรับบริการชั่วคราวที่กองบิน 466 ได้ทันที
สถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยทางจังหวัดน่านประกาศเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมฉับพลัน และเร่งอพยพทรัพย์สินไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองน่านซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดในขณะนี้
![]()











