บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 ด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิปรับปรุง 1,506 ล้านบาท เติบโต 13.2% จากปีก่อนหน้า โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.7% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และการจัดพอร์ตผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดัน EPS เพิ่มขึ้น 18%
บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาลที่ 0.35 บาทต่อหุ้น คิดเป็น payout ratio ที่ 59% สะท้อนความมั่นใจในผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
ผนึกกำลังมิตซูบิชิฯ เสริมพลังระดับโลก
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดำเนินความร่วมมือกันมายาวนานกว่า 30 ปี โดยภายใต้ดีลใหม่นี้ มิตซูบิชิฯ จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน TU จาก 6.19% เป็น 20% (ไม่นับรวมหุ้นซื้อคืน) เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างยั่งยืนในระดับโลก โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมและโภชนาการ พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
เติบโตได้แม้เผชิญแรงกดดัน
แม้ยอดขายรวมไตรมาส 2 อยู่ที่ 33,389 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.7% จากผลกระทบค่าเงินและยอดขายผลิตภัณฑ์แช่แข็งในสหรัฐฯ ชะลอตัว แต่ธุรกิจหลักอื่นยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (+10% YoY) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ที่มี GPM สูงถึง 26.3%
ด้านผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น TU ได้วางแผนกระจายฐานการผลิตใน 14 ประเทศทั่วโลก เพื่อบริหารต้นทุนและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน
ครึ่งปีแรก TU ทำกำไรสุทธิปรับปรุงรวม 2,823 ล้านบาท (+11.2% YoY) และประกาศจบโครงการซื้อหุ้นคืนรอบที่ 4 สำเร็จ คิดเป็น 8.98% ของทุนจดทะเบียน ช่วยหนุนมูลค่าหุ้นระยะยาว และสะท้อนความเชื่อมั่นในธุรกิจ
นายธีรพงศ์ จันศิริ CEO ของ TU กล่าวว่า “การร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ไทยยูเนี่ยนก้าวไปอีกขั้น ด้วยเป้าหมายชัดเจนคือ ‘Healthy Living, Healthy Oceans’ ที่จะยกระดับชีวิตของผู้คน และรักษาท้องทะเลให้คงอยู่อย่างยั่งยืน”
![]()













