สถานการณ์ในเวเนซุเอลาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังคืนวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 กองกำลังพิเศษของสหรัฐอเมริกาเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดและความมั่นคง โดยสหรัฐฯ เข้าดูแลการบริหารประเทศเป็นการชั่วคราว พร้อมแต่งตั้งรองประธานาธิบดีขึ้นทำหน้าที่แทน ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของรัฐบาลวอชิงตัน
Krungthai COMPASS ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายหลักของรัฐบาลทรัมป์ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยในมิติความมั่นคง สหรัฐฯ มุ่งยุติการค้ายาเสพติดและอาวุธ รวมถึงลดอิทธิพลของกลุ่มมหาอำนาจคู่แข่งในซีกโลกตะวันตก ขณะที่มิติเศรษฐกิจมุ่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเปิดทางให้บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ กลับเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลกถึง 303 พันล้านบาร์เรล หรือราว 19% ของปริมาณสำรองโลก
แม้เวเนซุเอลาจะมีศักยภาพด้านทรัพยากรสูง แต่ปัจจุบันผลิตน้ำมันได้เพียงราว 8 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1% ของกำลังการผลิตโลก Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในระยะสั้น ผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกยังจำกัด เนื่องจากตลาดน้ำมันยังอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาด อย่างไรก็ดี ในระยะกลางถึงยาว หากสหรัฐฯ สามารถฟื้นการผลิตน้ำมันเวเนซุเอลากลับไปใกล้ระดับก่อนการคว่ำบาตรที่ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวันได้สำเร็จ จะเป็นปัจจัยหนุนให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น และกดดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้ปรับลดลง
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย Krungthai COMPASS มองว่าผลทางตรงผ่านช่องทางการค้าอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากในปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลามีเพียง 43.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 0.01% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย และเวเนซุเอลาไม่ใช่คู่ค้าหลักของไทยในภูมิภาคละตินอเมริกา เมื่อเทียบกับประเทศอย่างบราซิลหรือเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางอ้อมยังต้องติดตาม โดยเฉพาะทิศทางราคาพลังงานโลกที่อาจปรับลดลงในระยะกลาง-ยาว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อของไทย แต่ขณะเดียวกันอาจกดดันราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ส่งผลต่อรายได้เกษตรกร นอกจากนี้ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วอำนาจที่รุนแรงขึ้น ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อบรรยากาศการค้าโลกและการส่งออกของไทย
Krungthai COMPASS แนะว่า ไทยควรรักษาจุดยืนความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเร่งกระจายตลาดส่งออก สร้างโอกาสทางการค้าผ่านข้อตกลง FTA และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในระยะถัดไป
![]()













