กรุงเทพฯ – สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออกมายืนยันชัดเจนว่า ประชาชนผู้เอาประกันภัยยังคงสามารถเลือกทำประกันภัยรถยนต์ได้ทั้งแบบ “ระบุชื่อผู้ขับขี่” และ “ไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่” ตามความสมัครใจ หลังเกิดกระแสข่าวและความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการบังคับให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกฉบับต้องระบุชื่อผู้ขับขี่เท่านั้น
คปภ. ชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าว ไม่ได้ยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่อย่างใด โดยประชาชนยังสามารถเลือกซื้อประกันในรูปแบบเดิมได้ตามปกติ ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ที่เลือกทำประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่ ตามหลักเกณฑ์ใหม่ จะสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้สูงสุดถึง 5 ราย จากเดิมที่ระบุได้เพียง 2 ราย
ทั้งนี้ แม้กรมธรรม์จะเป็นแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ แต่หากมีความจำเป็นต้องให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้ระบุชื่อใช้รถยนต์ ผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์อย่างครบถ้วน ในกรณีที่อุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความประมาทของบุคคลนั้น
คปภ. ระบุเพิ่มเติมว่า การออกคำสั่งนายทะเบียนที่ 46/2567 มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงแบบมาตรฐานกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถในปัจจุบัน เพิ่มความเป็นธรรมและความโปร่งใสในระบบประกันภัยรถยนต์ของไทย รวมถึงช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกันภัยของผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมดี ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากผู้ขับขี่รายอื่นที่มีความเสี่ยงสูงกว่า
ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ ผู้เอาประกันภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยไม่เพียงจากประวัติการเคลมของรถยนต์เท่านั้น แต่ยังพิจารณาจาก ประวัติพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับขี่ โดยแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 1 (ความเสี่ยงสูง) ถึงระดับ 5 (ความเสี่ยงต่ำ) จากข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ย้อนหลัง 12 เดือน
ตัวอย่างเช่น ในปีแรก หากผู้ขับขี่ไม่มีประวัติอุบัติเหตุจากความประมาท จะถูกจัดอยู่ในระดับ 2 และได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยทันที และหากขับขี่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ระดับความเสี่ยงสามารถปรับเพิ่มได้สูงสุดถึงระดับ 5 ซึ่งจะได้รับ ส่วนลดเบี้ยประกันภัยสูงสุดถึง 40%
คปภ. ยืนยันว่า มาตรการดังกล่าว ไม่ใช่การจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน ในการทำสัญญาหรือการใช้ทรัพย์สิน แต่เป็นการเปิดทางเลือกให้ประชาชนสามารถเลือกทำประกันภัยรถยนต์ได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการขับขี่อย่างปลอดภัย และจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยที่สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงอย่างเป็นธรรม
![]()














