ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ 1 ปี “ภาษีทรัมป์” เขย่าโลกการค้าใหม่ America First Trade Policy เปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจโลก ไทยต้องเร่ง FTA ก่อนเสียโอกาส
หนึ่งปีหลังการประกาศนโยบาย “America First Trade Policy” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โลกการค้าไม่ได้เดินอยู่บนรางเดิมอีกต่อไป
แม้มาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาล Donald Trump จะยังไม่สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในทันที แต่คลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกในระยะยาว ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า นโยบายดังกล่าวไม่ใช่แค่ “มาตรการภาษี” แต่คือการ “รีเซ็ตทิศทางการค้า” ของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
จากสงครามการค้าจีน–สหรัฐฯ สู่ภาษีทั่วโลก
ในช่วงแรก มาตรการภาษีมุ่งเป้าไปที่จีน ก่อนจะขยายวงไปยังหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม ผ่านทั้งภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายสินค้า ภายใต้มาตรา 232 (Section 232) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออกมาตรการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจับตาคำตัดสินของศาลว่าจะมีผลเป็นโมฆะหรือไม่
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ แนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ถูกหยิบกลับมาใช้ในบริบทใหม่ สะท้อนผ่านการกำหนดอัตราภาษีกับประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่อยู่ที่ราว 10% ขณะที่บางประเทศถูกเก็บสูงกว่านั้นจากเหตุผลทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงมหภาคในปีแรกยังไม่รุนแรงเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการเริ่มมีผลบังคับใช้ล่าช้า (สิงหาคม 2568) และประเทศคู่ค้าไม่ได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีในระดับรุนแรง
จีนปรับเกม ส่งออกไปโลกอื่นแทนสหรัฐฯ
แม้มูลค่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงราว 20% ในรอบปีที่ผ่านมา แต่ภาพรวมการส่งออกจีนยังขยายตัวได้ดี และเกินดุลการค้าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์
จีนเร่งกระจายตลาดไปยังอาเซียน สหภาพยุโรป และแอฟริกา พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์ปรับเส้นทางสินค้า (Transshipment) เพื่อลดผลกระทบจากภาษี
อีกหนึ่งไพ่สำคัญของจีนคือการถือครอง Rare Earth และ Critical Minerals ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองสูงในห่วงโซ่อุปทานโลก
สหรัฐฯ เร่ง Reshoring แต่การจ้างงานยังไม่ฟื้นเต็มที่
ภายใต้แรงกดดันด้านความมั่นคงและการแข่งขันเทคโนโลยี สหรัฐฯ เดินหน้าเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์ และมีแนวโน้มขยายไปยังยาและเวชภัณฑ์
เป้าหมายหลักคือการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และเพิ่มการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม
แม้บริษัทชั้นนำหลายแห่งประกาศลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ แต่ตัวเลขการจ้างงานภาคการผลิตโดยรวมยังคงหดตัว มีเพียงบางกลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ โดยเฉพาะเหล็ก ที่ขยายตัวได้ชัดเจน
ปี 2569: ปีชี้ชะตาทิศทางการค้าโลก
เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาในปี 2569 ได้แก่
การพบกันระหว่าง สี จิ้นผิง กับทรัมป์ในเดือนเมษายน
คำตัดสินศาลเกี่ยวกับ IEEPA
การทบทวนข้อตกลง United States-Mexico-Canada Agreement (USMCA) ในเดือนกรกฎาคม
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
เส้นตายการยุติการตอบโต้ภาษีจีน–สหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน
ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าโลกจะเดินหน้าสู่ “การค้าแบ่งขั้ว” หรือกลับเข้าสู่ภาวะประนีประนอมมากขึ้น
อเมริกาสร้างกำแพง โลกกำลังสร้างสะพาน
ในขณะที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ หลายประเทศกลับเร่งเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
อินเดียคือหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์สำคัญ สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรปหลังเจรจายาวนานกว่า 20 ปี และยังปิดดีลกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ทำให้สินค้าอินเดียได้เปรียบในตลาดหลัก
ไทยจะยืนอยู่ตรงไหน?
สำหรับไทย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่อุตสาหกรรมที่แข่งขันกับอินเดียโดยตรงในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
ไทยยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ทำให้เสียเปรียบด้านภาษีเมื่อเทียบกับคู่แข่ง หากสถานการณ์การค้าโลกยังคงแตกขั้วเช่นนี้ โอกาสในการเข้าถึงตลาดหลักอาจยิ่งหดแคบลง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงประเมินว่า รัฐบาลไทยต้องเร่งผลักดัน FTA กับทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
![]()











