กรุงเทพฯ – การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ยืนยันการให้บริการท่าเรือทุกแห่งยังคงดำเนินงานตามปกติ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอล และอิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกและต้นทุนการขนส่งทางทะเลมีความผันผวนในระดับสากล
กทท. ระบุว่า ได้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเชื่อมโยงต่อระบบโลจิสติกส์ทางทะเลของประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
ท่าเรือหลักทั่วประเทศยังเปิดบริการ 24 ชั่วโมง
ท่าเรือภายใต้การกำกับดูแลของ กทท. ยังคงให้บริการตามปกติ ประกอบด้วย
ท่าเรือกรุงเทพ
ท่าเรือแหลมฉบัง
ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน
ท่าเรือเชียงของ
ท่าเรือระนอง
โดยมีระบบบริหารจัดการท่าเรือและแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจน สามารถรองรับเรือเข้า–ออก และการขนถ่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ใช้ระบบติดตามเรือแบบเรียลไทม์ บริหารจัดการยืดหยุ่น
ในด้านการเฝ้าระวัง กทท. ได้ประสานงานใกล้ชิดกับสายเรือ ตัวแทนเรือ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้ระบบติดตามข้อมูลการเดินเรือและตารางเรือแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ
หากมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือรอบการเดินเรือ กทท. สามารถบริหารจัดการท่าเทียบและทรัพยากรภายในท่าเรือได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าและซัพพลายเชนของประเทศ
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า ขณะนี้การให้บริการของ กทท. ยังคงเป็นไปตามปกติ และยังไม่พบผลกระทบต่อภารกิจหลักด้านการนำเข้า–ส่งออกสินค้า รวมถึงอัตราค่าภาระและค่าบริการยังคงเป็นไปตามอัตราปกติ ไม่มีการปรับเปลี่ยนจากสถานการณ์ดังกล่าว
“กทท. เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินปัจจัยความเสี่ยงรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบโลจิสติกส์ทางน้ำของประเทศยังคงมีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง” รักษาการผู้อำนวยการ กทท. กล่าว
ย้ำความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความเชื่อมั่นผู้ใช้บริการ
กทท. ระบุเพิ่มเติมว่า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการ และความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคการเดินเรือของไทย มีความพร้อมรองรับความผันผวนในระดับสากล โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย ความต่อเนื่องในการให้บริการ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ กทท. จะติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อยืนยันว่าการขนส่งทางทะเลของประเทศยังคงดำเนินไปอย่างมั่นคง และไม่กระทบต่อการให้บริการหลักในภาพรวม
![]()













