มหกรรม Motor Show 2026 กลายเป็นมากกว่างานแสดงรถยนต์ แต่เป็น “ภาพสะท้อนเชิงโครงสร้าง” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว หลังทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 130,000 คัน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และแรงกดดันจากราคาพลังงานโลก
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนแค่ “กำลังซื้อ” ที่ยังมีอยู่ในระบบ แต่กำลังบอกชัดว่า พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปแล้ว
EV มาแรง “เพราะน้ำมันแพง” และโลกไม่แน่นอน
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการใช้รถยนต์สันดาปพุ่งขึ้นอย่างมีนัย
ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นตัวเลือกที่ “คุ้มกว่า” ในเชิงต้นทุนการใช้งาน
EV: ประมาณ 0.5 บาท/กม.
น้ำมัน: พุ่งแตะ 2.2 บาท/กม.
ความต่างนี้กำลังเปลี่ยนสมการการตัดสินใจซื้อรถของคนไทยอย่างชัดเจน
“จีน” ครองเกม 65% เปลี่ยนสมดุลตลาดไทย
อีกสัญญาณสำคัญคือ การขึ้นมาครองตลาดของค่ายรถจากจีนที่กวาดยอดจองไปถึง 65% ของทั้งงาน
แบรนด์อย่าง BYD, MG, Changan รวมถึงน้องใหม่อย่าง XPENG, ZEEKR, OMODA & JAECOO ไม่ได้มาแค่ “ลองตลาด” แต่กำลัง “ยึดพื้นที่” อย่างจริงจัง
ปัจจัยสำคัญคือ
ราคาจับต้องได้ (เริ่ม ~5.5 แสนบาท)
เทคโนโลยีจัดเต็ม
ดีไซน์ใหม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Brand Loyalty แบบเดิมกำลังสั่นคลอน
ผู้บริโภคไม่ได้ยึดติดแบรนด์ แต่หันไปหา “ความคุ้มค่า + ฟีเจอร์”
EV = รถคันที่ 2 ความเสี่ยงต่ำ…เปิดใจลองของใหม่
Insight ที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อ EV จำนวนมากไม่ได้ใช้เป็น “รถหลัก” แต่เป็น รถคันที่ 2 หรือ 3
พฤติกรรมนี้ทำให้ผู้บริโภค
กล้าลองแบรนด์ใหม่
รับความเสี่ยงเรื่องบริการ/อะไหล่ได้
เปิดรับเทคโนโลยีมากขึ้น
ส่งผลให้แบรนด์ใหม่—even ที่ยังไม่มีฐานผลิตในไทย—สามารถปิดยอดจองได้จำนวนมาก
ยอดจอง 1.3 แสนคัน…แต่ “ขายจริง” แค่ 70%
แม้ยอดจองจะพุ่งแรง แต่ SCB EIC ประเมินว่า จะส่งมอบจริงเพียง 70% หรือราว 91,000 คัน
ลดลงจากอดีตที่เคยอยู่ 75–80%
เหตุผลหลักคือ
แบงก์เข้มงวดสินเชื่อ
EV ต้องดาวน์สูง ผ่อนสั้น
ลูกค้า “เปลี่ยนใจ” จากรุ่นใหม่ที่เปิดตัวเพิ่ม
ระยะเวลารอรถนาน
สะท้อนว่า “ดีมานด์” ยังมี แต่ “ข้อจำกัดทางการเงิน” ยังเป็นตัวคุมเกม
โตจริง…แต่เศรษฐกิจไทยได้ไม่เต็ม
แม้ตลาดรถจะคึกคัก แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยอาจ จำกัดกว่าที่คิด
เหตุผลคือ
รถ EV จำนวนมากเป็น “นำเข้า”
Local content เฉลี่ยเพียง 40% (เทียบ ICE ~80%)
ห่วงโซ่อุปทานในประเทศยังไม่พร้อม
แปลว่า
ยอดขายเพิ่ม ≠ มูลค่าเพิ่มในประเทศเพิ่มตาม
EV Ecosystem ไทย “ยังไม่ทันเกม”
อีกโจทย์ใหญ่ที่ถูกเปิดเผยชัดใน Motor Show ปีนี้ คือ “ความไม่พร้อม” ของระบบรองรับ EV
3 จุดเปราะบางหลัก
1. อะไหล่/ชิ้นส่วน – ยังต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด
2. สถานีชาร์จ – 1 สถานีต่อรถ ~20 คัน (แออัด)
3. ประกันภัย EV – ค่าเบี้ยสูง ~26,000 บาท/ปี (แพงกว่า ICE เกือบเท่าตัว)
ต้นทุนแฝงเหล่านี้อาจกลายเป็น “ตัวเบรก” การเติบโตในระยะยาว
จุดเปลี่ยนกำลังเกิด…แต่ไทยต้อง “เร่งเกม”
Motor Show 2026 ยืนยันชัดว่า
ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค EV แบบเร่งตัว
แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ขายรถได้มากขึ้น”
คือการทำให้ไทย
เป็นฐานผลิต EV
เพิ่ม Local content
สร้าง ecosystem ครบวงจร
รวมถึงต้องสร้าง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” (Level Playing Field)
ให้ค่ายเดิม-ค่ายใหม่ แข่งขันกันได้อย่างยั่งยืน
สรุป: ยอดจองพุ่ง แต่บททดสอบจริงเพิ่งเริ่ม
Motor Show 2026 อาจเป็น “ปีแห่งสถิติ”
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือ “ปีแห่งคำถาม”
ไทยจะได้อะไรจาก EV boom นี้?
จะเปลี่ยนจาก “ตลาดนำเข้า” เป็น “ฐานการผลิต” ได้หรือไม่?
และจะทำอย่างไรให้การเติบโตครั้งนี้ “ไม่ใช่แค่ยอดขาย…แต่คือมูลค่าเศรษฐกิจจริง”
เกมยังไม่จบ…แต่ทิศทางเริ่มชัดแล้ว
![]()













