เอไอเอ จัดงานสร้างแรงบันดาลใจ “พลังใจที่ไม่ยอมแพ้ จากมะเร็งสู่ชีวิตใหม่” ดึง เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ร่วมแชร์ประสบการณ์จริง พร้อมตอกย้ำความสำคัญของประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงในยุคค่ารักษาพุ่ง
AIA Thailand หรือ เอไอเอ ประเทศไทย เดินหน้าสร้างความตระหนักด้านสุขภาพ จัดงาน “พลังใจที่ไม่ยอมแพ้ จากมะเร็งสู่ชีวิตใหม่” โดยเชิญนักแสดงชื่อดัง “พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” ถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้กับโรคร้ายแรง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงินกว่า 300 คน ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า
ภายในงานได้รับเกียรติจาก “ชลิดา นครชัย” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวเปิดงาน พร้อมสะท้อนภาพรวมสถานการณ์สุขภาพของคนไทยว่า ปัจจุบันมีผู้ถือประกันสุขภาพไม่ถึง 40% ของประชากร ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลและเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มสูงต่อเนื่องถึงประมาณ 15% ต่อปี ทำให้การเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพยังเป็นความท้าทายสำคัญ
เอไอเอจึงมุ่งส่งเสริมให้คนไทยเริ่มวางแผนตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงโรคร้ายแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมแนะนำให้มีความคุ้มครองครอบคลุม 3 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนการเคลมสูงถึง 95%
ประสบการณ์จริง “พลอย เฌอมาลย์” จากวันที่ชีวิตพลิก
ด้าน เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ เปิดใจถึงช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต หลังตรวจพบมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ทั้งที่เป็นคนรักสุขภาพและออกกำลังกายสม่ำเสมอ
เธอเล่าว่า ช่วงแรกเผชิญความเครียดอย่างหนัก น้ำหนักลดถึง 13 กิโลกรัมใน 3 เดือน นอนไม่หลับ และไม่อยากพบใคร ก่อนจะค่อย ๆ ตั้งสติและกลับมาสู้กับโรคอย่างจริงจัง
การรักษาด้วยการฉายแสง 25 ครั้ง มีค่าใช้จ่ายรวมเกือบ 3 ล้านบาท ซึ่งเธอระบุว่าประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงที่ทำไว้กับเอไอเอ ช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถโฟกัสกับการรักษาได้อย่างเต็มที่
“มะเร็งกลัวความสุข” บทเรียนชีวิตที่อยากส่งต่อ
พลอยฝากข้อคิดสำคัญว่า
การรู้เร็ว = รักษาเร็ว = โอกาสรอดสูงขึ้น
สุขภาพใจสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย
การรักตัวเองและมีสติ คือพลังสำคัญในการต่อสู้โรค
พร้อมแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ตรวจ “เมมโมแกรม” เป็นประจำทุกปี เนื่องจากมะเร็งเต้านมยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย
ประกันสุขภาพ = เกราะป้องกันชีวิตยุคใหม่
เอไอเอเน้นย้ำว่า ความคุ้มครองขั้นต่ำควรอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท เพื่อรองรับค่ารักษาที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
ค่าผ่าตัด
ค่าฉายแสง
ค่าการรักษาแบบมุ่งเป้า
รวมถึงช่วยรองรับรายได้ที่อาจหายไปในช่วงพักฟื้น
งานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือน” ให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ และวางแผนทางการเงินเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต
![]()













