กรุงเทพฯ – บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยสร้างสถิติใหม่ด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายปี 2569 และแตะระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 14.3% จากปีก่อน นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 สะท้อนศักยภาพการเติบโตและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
ผลประกอบการไตรมาส 2 มียอดขาย 33,845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 จากความต้องการที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งการทำสถิติอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การเติบโตของปริมาณการขายอย่างต่อเนื่อง และการเพิ่มเงินปันผลกว่า 14% โดยบริษัทยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น
กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และการดำเนินงานที่มีประสิทธิผล
ด้านผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) มียอดขาย 16,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% และทำอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.8% ขณะที่กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) แม้ยอดขายทรงตัว แต่สามารถปรับอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 13.5% จากการบริหารต้นทุนและราคาวัตถุดิบที่เอื้ออำนวย
ส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7.8% และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงที่ 29.7% จากความต้องการในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) มียอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% จากความต้องการของตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net D/E) ลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ไทยยูเนี่ยนจึงปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 4-6% จากเดิม 3-4% และปรับเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 19.5-20.5% จากเดิม 19-20% พร้อมลดงบลงทุน (CAPEX) เหลือ 5,000-5,500 ล้านบาท ขณะที่ยังคงเป้าหมายอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 13.5-14.5% และนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
บริษัทระบุว่า แนวโน้มการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังยังได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออกและการแปลงค่างบการเงินของธุรกิจในต่างประเทศ
![]()













